บทความที่คล้ายกัน
-
สมุนไพรบำรุงกระดูก
งานวิจัย ·27 ธ.ค. 2555
-
สมุนไพรรักษาสิวและดูแลผิวพรรณ
งานวิจัย ·19 พ.ย. 2555
-
แพทย์แผนไทย... บุคคลควรค่ายิ่งที่ระลึกถึง...
งานวิจัย ·2 พ.ย. 2555
-
ทานอะไรดีในแต่ละฤดู
งานวิจัย ·2 พ.ย. 2555
-
คืนความหนุ่มสาวด้วยยาอายุวัฒนะ
งานวิจัย ·31 ต.ค. 2555
สมุนไพรกับโรคกระเพาะอาหาร
เราสามารถรักษาโรคกระเพาะอาหารโดยการรับประทานยา และดูแลสุขภาพของตนเอง ดังนี้ (เดชาวัต, 2552)
1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
2. รับประทานอาหาร 3 มื้อตามปกติ (ถ้าปวดมากในระยะแรก ควรรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่นข้าวต้ม) อย่ารับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
3. งดเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกาลัง น้าอัดลม และบุหรี่เพราะจะทาให้โรคกาเริบได้
4. ห้ามรับประทานยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ ยาที่เข้าเตรียรอยด์ (ในรายที่จาเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้รักษาโรคอื่นควรปรึกษาแพทย์)
5. คลายเครียดด้วยการออกกาลังกาย หรือทาสมาธิ สวดมนต์ ไหว้พระ หรือเจริญภาวนาตามศาสนาที่ตัวเองนับถือ คนที่เป็นโรคกระเพาะเนื่องจากความเครียด การปฏิบัติในข้อนี้ จะมีส่วนช่วยให้หายจากโรคได้
นอกจากวิธีการดังกล่าวแล้ว เรายังสามารถใช้สมุนไพรไทยในการบรรเทาและรักษาอาการเจ็บป่วยได้ด้วย ซึ่งสมุนไพรไทยที่นิยมนามาใช้ในการรักษาโรคกระเพาะอาหาร ได้แก่

1. ขมิ้นชัน (Curcuma longa Linn.) เหง้าขมิ้นมีน้ามันหอมระเหย ที่มีสารหลายชนิด อันได้แก่ Turmerone, Zingiberene, Borneol เป็นต้น และมีสารสีเหลืองส้ม คือ เคอร์ควิมิน (Curcumin) การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า ขมิ้นมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ขับน้าดี และฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบได้ โดยที่ฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเกิดจากสาร curcumin ขนาด 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทาให้เกิดการกระตุ้น การหลั่ง mucin ออกมาเคลือบกระเพาะ ส่วนฤทธิ์ลดการอักเสบเกิดจากสาร curcumin และน้ามันหอมระเหย ทาให้ขมิ้นมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะได้ กองวิจัยและพัฒนาสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษาว่า ขมิ้นชันไม่มีพิษที่รุนแรง ทั้งในการใช้ระยะสั้นและระยะยาว
ขนาดรับประทาน ครั้งละ 2 แคปซูลวันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

2. กล้วย (Musa sapientum Linn.) กล้วยเป็นพืชเมืองร้อนและเป็นพืชที่คุ้นเคยกับคนไทยมาช้านาน เพราะเกือบทุกส่วนของกล้วยมีประโยชน์ต่อชีวิตประจาวัน การนากล้วยมาใช้ในการักษาโรคกระเพาะอาหารจะใช้ผลกล้วยดิบ หรือผลห่าม ซึ่งจะมีรสฝาด มีฤทธิ์ในการสมาน การที่กล้วยดิบ สามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ เนื่องจากมีสารที่ไปกระตุ้นให้เซลล์ในเยื่อบุกระเพาะหลั่ง mucin ออกมาเคลือบ
ขนาดรับประทาน ใช้กล้วยดิบฝานเป็นแว่น ตากแดดประมาณ 2 วัน หรืออบให้แห้งในอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส และบดผง รับประทานโดยการนาผงกล้วยดิบครั้งละครึ่งถึงหนึ่งผล ชงน้าหรือผสมกับน้าผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มหรือนาผงกล้วยดิบมาปั้นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน หากรับประทานแล้วมีอาการท้องอืดเฟ้อ ป้องกันได้โดยใช้ร่วมกับยาขับลม เช่น น้าขิง พริกไทย เป็นต้น
โดย อ.เจษฎาพร บุญพ่อมี