ดูบทความทั้งหมด

บทความทางการแพทย์แผนไทย, บทความวิจัย, บทความทั่วไป ฯลฯ

ดูเพิ่มเติม
ภาพกิจกรรม

แกลลอรี่ภาพกิจกรรมของคณะทั้งหมด

ดูเพิ่มเติม
บทความ > สมุนไพรกับโรคกระเพาะอาหาร

สมุนไพรกับโรคกระเพาะอาหาร

11 ม.ค. 2553 12:00 AM
999
โรคกระเพาะอาหาร ตามความหมายของแพทย์ หมายถึง แผลที่เกิดบนเยื่อบุกระเพาะอาหาร (stomach) หรือลาไส้เล็กส่วนต้น (duodenum) ซึ่งตรงกับคาว่า แผลเพ็ปติก (Peptic ulcer) โดยผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ตรงบริเวณกลางยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ บางคนอาจค่อนมาทางขวาหรือซ้ายก็ได้ เวลาที่ปวดมักจะสัมพันธ์กับมื้ออาหาร เช่น ก่อนหรือหลังอาหาร ลักษณะการปวด อาจปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียด หรือมีความรู้สึกหิวข้าวก่อนเวลาอาหาร บางครั้งอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือเรอเปรี้ยวร่วมด้วย ในผู้ป่วยที่มีแผลที่ลาไส้เล็กส่วนต้น มักมีอาการปวดท้อง หลังอาหารประมาณ 1-3 ชั่วโมง หรือขณะท้องว่าง โดยมากจะเริ่มปวดตอนสาย ๆ หลังกินข้าว อาการปวดมักจะดีขึ้นทันทีหลังกินอาหาร ดื่มนม กินยาลดกรด หรืออาเจียน

เราสามารถรักษาโรคกระเพาะอาหารโดยการรับประทานยา และดูแลสุขภาพของตนเอง ดังนี้ (เดชาวัต, 2552)
1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
2. รับประทานอาหาร 3 มื้อตามปกติ (ถ้าปวดมากในระยะแรก ควรรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่นข้าวต้ม) อย่ารับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
3. งดเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกาลัง น้าอัดลม และบุหรี่เพราะจะทาให้โรคกาเริบได้
4. ห้ามรับประทานยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ ยาที่เข้าเตรียรอยด์ (ในรายที่จาเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้รักษาโรคอื่นควรปรึกษาแพทย์)
5. คลายเครียดด้วยการออกกาลังกาย หรือทาสมาธิ สวดมนต์ ไหว้พระ หรือเจริญภาวนาตามศาสนาที่ตัวเองนับถือ คนที่เป็นโรคกระเพาะเนื่องจากความเครียด การปฏิบัติในข้อนี้ จะมีส่วนช่วยให้หายจากโรคได้
นอกจากวิธีการดังกล่าวแล้ว เรายังสามารถใช้สมุนไพรไทยในการบรรเทาและรักษาอาการเจ็บป่วยได้ด้วย ซึ่งสมุนไพรไทยที่นิยมนามาใช้ในการรักษาโรคกระเพาะอาหาร ได้แก่


     1. ขมิ้นชัน (Curcuma longa Linn.) เหง้าขมิ้นมีน้ามันหอมระเหย ที่มีสารหลายชนิด อันได้แก่ Turmerone, Zingiberene, Borneol เป็นต้น และมีสารสีเหลืองส้ม คือ เคอร์ควิมิน (Curcumin) การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า ขมิ้นมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ขับน้าดี และฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบได้ โดยที่ฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเกิดจากสาร curcumin ขนาด 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทาให้เกิดการกระตุ้น การหลั่ง mucin ออกมาเคลือบกระเพาะ ส่วนฤทธิ์ลดการอักเสบเกิดจากสาร curcumin และน้ามันหอมระเหย ทาให้ขมิ้นมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะได้ กองวิจัยและพัฒนาสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษาว่า ขมิ้นชันไม่มีพิษที่รุนแรง ทั้งในการใช้ระยะสั้นและระยะยาว
  ขนาดรับประทาน ครั้งละ 2 แคปซูลวันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน


  2. กล้วย (Musa sapientum Linn.) กล้วยเป็นพืชเมืองร้อนและเป็นพืชที่คุ้นเคยกับคนไทยมาช้านาน เพราะเกือบทุกส่วนของกล้วยมีประโยชน์ต่อชีวิตประจาวัน การนากล้วยมาใช้ในการักษาโรคกระเพาะอาหารจะใช้ผลกล้วยดิบ หรือผลห่าม ซึ่งจะมีรสฝาด มีฤทธิ์ในการสมาน การที่กล้วยดิบ สามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ เนื่องจากมีสารที่ไปกระตุ้นให้เซลล์ในเยื่อบุกระเพาะหลั่ง mucin ออกมาเคลือบ
   ขนาดรับประทาน ใช้กล้วยดิบฝานเป็นแว่น ตากแดดประมาณ 2 วัน หรืออบให้แห้งในอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส และบดผง รับประทานโดยการนาผงกล้วยดิบครั้งละครึ่งถึงหนึ่งผล ชงน้าหรือผสมกับน้าผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มหรือนาผงกล้วยดิบมาปั้นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน หากรับประทานแล้วมีอาการท้องอืดเฟ้อ ป้องกันได้โดยใช้ร่วมกับยาขับลม เช่น น้าขิง พริกไทย เป็นต้น

โดย อ.เจษฎาพร บุญพ่อมี