บทความที่คล้ายกัน
-
สมุนไพรบำรุงกระดูก
งานวิจัย ·27 ธ.ค. 2555
-
สมุนไพรรักษาสิวและดูแลผิวพรรณ
งานวิจัย ·19 พ.ย. 2555
-
แพทย์แผนไทย... บุคคลควรค่ายิ่งที่ระลึกถึง...
งานวิจัย ·2 พ.ย. 2555
-
ทานอะไรดีในแต่ละฤดู
งานวิจัย ·2 พ.ย. 2555
-
คืนความหนุ่มสาวด้วยยาอายุวัฒนะ
งานวิจัย ·31 ต.ค. 2555
รสยา
[/p]ในการใช้ยารักษาโรคของแพทย์แผนไทยนั้น รสชาติของตัวยาถือเป็นหลักการสำคัญอันดับแรกในการพิจารณาตัวยามาใช้รักษาโรคต่างๆ โดยในทางการแพทย์ของอินเดียหรืออยุรเวทซึ่งความความเกี่ยวโยงกับแพทย์แผนไทยผ่านพระพุทธศาสนา กล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งไม่มีสิ่งใดเป็นธาตุแท้ เป็นธาตุผสมทั้งสิ้น ธาตุทั้ง 4 เราเรียกว่า , หาภูตรูป ธาตุทั้ง 4 (มีอากาศธาตุซึ่งหมายถึงที่ว่างอีกธาตุหนึ่งรวมเป็น 5 ธาตุ) มาผสมผูกกันทำให้ทรวยะหรือทรัพย์ มีรสต่างๆกัน 6 รสตามกาลเวลาโลกเฉพาะชาวเอเชียซึ่งมี 6 ฤดูเท่านั้น ฤดูหนึ่งๆมีอิทธิพลทำให้ธาตุผูกพันกันเกิดเป็นรสเพียง 6 รสและฤดูกาลของโลกเกิดจากการหมุนเวียนของโลกรอบดวงอาทิตย์และการสถิตของอาทิตย์ในราศีต่างๆ รสทั้งหลายบริโภคแต่พอดีก็เป็นสุข ถ้าไม่เหมาะสมก็จะเกิดโทษ
[separator]
รส 6 อย่าง
1.ปัถวีธาตุ กับอาโป ผูกพันเกิดเป็นทรัพย์ มธุรส (รสหวาน)
2.ปัถวีธาตุ กับเตโช ผูกพันเกิดเป็นทรัพย์ อัมลรส (รสเปรี้ยว)
3.อาโป กับ เตโชผูกพันเกิดเป็นทรัพย์ ลวณะรส (เค็ม)
4.วาโย กับอากาศผูกพันเกิดเป็นทรัพย์ ตีกตะรส (รสเผ็ด)
5.เตโช กับวาโย ผูกพันเกิดเป็นทรัพย์ กฏุกรส (เผ็ด)
6.ปัถวี กับอากาศ ผูกพันเกิดเป็นทรัพย์ กษายรส (รสฝาด)
รส 6 อย่างเกิดขึ้นใน 6 ฤดู
1.รสหวาน (มธุรส) เกิดเด่นในฤดูเริ่มหนาว, เหมันตฤดู (กันยายน-พฤศจิกายน แรม1ค่ำเดือน10 - ขึ้น 15 ค่ำเดือน12)
2.รสขม (ติกตะรส) เกิดเด่นในฤดูหนาว, ศิศิรฤดู (พฤศจิกายน-มกราคม แรม1ค่ำเดือน12 - ขึ้น 15 ค่ำเดือน2)
3.รสเค็ม(ลวณะรส) เกิดเด่นในฤดูเริ่มร้อน, ศาทร,ฤดูข้าวใหม่ (มกราคม-มีนาคม แรม1ค่ำเดือน2 - ขึ้น 15 ค่ำเดือน4)
4.รสเผ็ด (กฏุรส) เกิดเด่นในฤดูร้อน, ครีษมฤดู,คิมหันตฤดู (มีนาคม-พฤษภาคม แรม1ค่ำเดือน4 - ขึ้น 15 ค่ำเดือน6)
5.รสฝาด (กษายรส) เกิดเด่นในตอนเริ่มฤดูฝน,วสันตฤดู (พฤษภาคม-กรกฎาคม แรม1ค่ำเดือน6 - ขึ้น 15 ค่ำเดือน8)
6.รสเปรี้ยว (อัมลรส) เกิดเด่นในฤดูฝน,วรษฤดู,วรรษา, (กรกฎาคม-กันยายน แรม1ค่ำเดือน8 - ขึ้น 15 ค่ำเดือน10)
ฤดู 6 ฤดูนี้ เป็นฤดูอันแท้จริงของชาวเอเซีย ซึ่งในเมืองยุโรปไม่มี รสของผลไม้พันธุ์พฤษชาตินานาชนิด เมืองฝรั่งไม่มี โรคภัยไข้เจ็บตามฤดูเหล่านี้ก็ไม่มี ดังนั้นวิชาแพทย์ของชาวเอาเซียตามระบบอายุรเวทหรือแผนโบราณ จึงเป็นวิชาที่ควรศึกษาประการหนึ่งสำหรัชาวเอเซียตามที่ว่ามานั้น จะเห็นได้ว่าพริกต่างๆอันเป็นรสเผ็ดเกิดมากในฤดูร้อน รสหวานและอาหารอันโอชาต่างๆเกิดในฤดูหนาว รสต่างๆของสิ่งต่างๆย่อมแปรไปบ้างตามการปรุงแต่งของคน เช่นหน้าแล้งรดน้ำ ร้อนมากใช้เครื่องกันแดด รสและผลไม้ย่อมเกิดรสผิดแผกเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามภูมิประเทศบางแห่ง เช่นในที่แจ้ง ที่ร่ม ที่ดอน ที่ลุ่ม
ในยาไทยจะมีแถมรสเมาเบื่อ รส มัน และรสหอมเย็นเข้าอีก รสของเครื่องยาที่นิยมใช้เป็นหลักในประเทศไทย มี 9 รส และ รสจืดอีก 1 รส รวมเป็น 10 รส แต่คณาจารย์ก็ยังนิยมเรียกว่ารสยา 9 รสอยู่เช่นเดิม มีดังนี้
1.ยารสฝาด - ชอบสมาน
2.ยารสหวาน - ซึมซาบไปตามเนื้อ
3.ยารสเมาเบื่อ - แก้พิษ
4.ยารสขม - แก้ทางดีและโลหิต
5.ยารสเผ็ดร้อน - แก้ลม
6.ยารสมัน - แก้เส้นเอ็น
7.ยารสหอมเย็น - บำรุงหัวใจ
8.ยารสเค็ม - ซึมซาบไปตามผิวหนัง
9.ยารสเปรี้ยว - กัดเสมหะ
1.ยารสฝาด เช่น ใบฝรั่ง เปลือกผลมังคุด สีเสียดเทศ เปลือกทับทิม เบญกานี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชที่สาร แทนนิน (tannin) มักมีฤทธิ์ Antidiarrhea , Astringent ส่วนใหญ่พบในตำรับยาที่ใช้รักษาอาการท้องร่วง แก้บิด สมานแผล แผลเปื่อย ห้ามใช้ในท้องอาการท้องผูก
2.ยารสหวาน เช่น ชะเอมเทศ ชะเอมไทย น้ำตาลกรวด น้ำตาลทรายแดง หญ้าหวาน อ้อยช้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชที่สารกลุ่ม คาร์โบไฮเดรต (น้ำตาลกลูโคส) ส่วนใหญ่พบในตำรับยาบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย ห้ามใช้กับโรค เบาหวาน, น้ำเหลืองเสีย ทำให้แผลชื้น
3.ยารสมัน เช่น เมล็ดบัว แห้วหมู หัวกระเทียม ผักกะเฉด เมล็ดถั่วเขียว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชที่สาร สารกลุ่ม ไขมัน (Lipid) น้ำมัน (Fixed oil) โปรตีน, กลัยโคไซด์ กลุ่ม saponin และ flavonoid บางชนิด มีฤทธิ์ Tonic มักนำมาใช้ในตำรับยายาบำรุงเส้นเอ็น, บำรุงข้อ เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ปวดเมื่อย ห้ามใช้กับโรค หอบ ไอ มีเสมหะ มีไข้ กระหายน้ำ
4.ยารสเมาเบื่อ เช่น สะแกนา สลอด มะเกลือ หัวข้าวเย็น กลอย ขันทองพยาบาท(มะดูก) หนอนตายอยาก ทองพันชั่ง ส่วนใหญ่มีสารในกลุ่มของกลัยโคไซด์ และอัลคาลอยด์ ส่วนใหญ่มีฤทธิ์ Antidote , Anticancer, Anthelmentic มักใช้ในยาแก้พิษต่างๆ ขับพยาธิ แก้โรคมะเร็งห้ามใช้กับโรค ไอ หัวใจพิการ
5.ยารสหอมเย็น เช่น มะลิ สารภี พิกุล 4. บุนนาค เกสรบัวหลวง เปลือกชะลูด เตยหอม ส่วนใหญ่มีสารกลัยโคไซด์ ในกลุ่ม coumarin, cardiac glycosides ส่วนใหญ่มีฤทธิ์ Cardiotonic มักใช้ในตำรับยาบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้อ่อนเพลีย ห้ามใช้กับโรค ธาตุพิการ ลมป่วง ดีซ่าน ร้อนใน กระหายน้ำ
6.ยารสขม เช่น บอระเพ็ด โกฐกะกลิ้ง ยาดำ ฟ้าทะลายโจร ดีบัว ขี้เหล็ก ระย่อม บวบขม กะดอม มีสารในกลุ่มของกลัยโคไซด์ และอัลคาลอยด์ มีฤทธิ์Antipyretic มักใช้ในยา แก้ไข้ เจริญอาหาร แก้ร้อนใน บำรุงน้ำดี ช่วยย่อยอาหารห้ามใช้กับโรค โรคลมในลำไส้ จุกเสียดแน่น โรคหัวใจ
7.ยารสเค็ม เช่น เกลือสินเธาว์ ดินประสิว (Sal Peter) เบี้ยจั่น ตานดำ มะเกลือป่า เกลือสมุทร (เกลือแกง salt) เหงือกปลาหมอ มักใช้ในตำรับยาแก้โรคทางผิวหนัง ชำระเมือกมันในลำไส้ ฟอกโลหิต ดับพิษร้อน แก้รำมะนาด แก้เสมหะเหนียว แก้น้ำเหลืองเสียห้ามใช้กับโรค ไตพิการ อุจจาระพิการ โรคบิดมูกเลือด
8.ยารสเปรี้ยว ฝักส้มป่อย มะขาม สมอไทย มะขามป้อม มะขามแขก ซึ่งเป็นพืชที่ประกอบด้วยกรดต่าง ๆ (organic acid) มักใช้แก้ทางเสมหะ แก้กระหายน้ำ แก้ไอ กัดเสมหะ ฟอกโลหิตระดู สตรี บำรุงเลือด ห้ามใช้กับโรค ท้องเสีย แก้ไข้ต่างๆ
9.ยารสเผ็ดร้อน เช่น ดีปลี พริกไทย ขมิ้นชัน ขิง ข่า ไพล กระวาน กานพลู อบเชย สะค้าน ตะไคร้ กระชาย มีสารพวกเรซิน , น้ำมันหอมระเหย ใช้ในตำรับยาแก้โรคลม ขับระดู ขับเหงื่อ บำรุงไฟธาตุ แก้ปวดท้อง ท้องอืด จุกเสียด ช่วยย่อยอาหารห้ามใช้กับโรค : โรคไอ ไข้พิษ ไข้เพื่อโลหิต
ในตำรา เวชศึกษาจัดรสยาเพิ่มอีก 1 รส คือ ยารสจืด ใช้สำหรับ แก้ในทางเตโช ขับปัสสาวะ ดับพิษร้อน แก้ไข้
บทความโดย. นพท.ธีรวัฒน์ สุดขาว
อ้างอิง
http://herbal.pharmacy.psu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=40&Itemid=57ขุนนิทเทศสุขกิจ.2516. อายุรเวทศึกษาเล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 2