ดูบทความทั้งหมด

บทความทางการแพทย์แผนไทย, บทความวิจัย, บทความทั่วไป ฯลฯ

ดูเพิ่มเติม
ภาพกิจกรรม

แกลลอรี่ภาพกิจกรรมของคณะทั้งหมด

ดูเพิ่มเติม
บทความ > ประวัติการแพทย์แผนไทยสมัยก่อนพุทธกาล

ประวัติการแพทย์แผนไทยสมัยก่อนพุทธกาล

4 ส.ค. 2554 12:00 AM
999
             ประวัติการแพทย์แผนโบราณของไทยสืบเนื่องมาจากวิชาแพทย์แผนโบราณของฮินดู ประเทศอินเดีย  ซึ่งเข้ามาประเทศไทยพร้อมกับที่คนไทยได้รับการศึกษาศิลปวิทยาต่างๆ จากพรหมณ์ซึ่งเป็นฮินดูพวกหนึ่ง และเข้ามาพร้อมภิกษุสงฆ์ที่เผยแพร่พระพุทธศาสนา ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ประเทศอินเดียนั้นแยกการปกครองออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นฮินดูสถาน (พวกฮินดู) กับอีกพวกหนึ่งเป็นปากีสถาน (พวกมุสลิม) โดยโคตรของฮินดูคือชนชาติอารยัน บ้านเมืองเดิมของชาวอารยันมีการกล่าวว่าอยู่ที่เอเชียกลาง ช่วงแรกมาอยู่ที่อินเดียตอนเหนือในแคว้นปัญจาป ตามลำน้ำสินธุ โดยเรียกตัวเองว่าชาวสินธุ ต่อมาเลือนเป็นฮินดู ต่อมาอังกฤษเรียกเลือนเป็นอินเดีย และเรียกแม่น้ำสินธุเป็นอินดุส
[separator]


ชนชาติอารยันมีวิชาความรู้มาก นับถือพระเจ้าและเทวดา คำว่าอารยันมาจากคำว่าอารยะ แปละว่า เจริญ หรือผู้ดี  คัมภีร์ของอารยันได้แก่ฤคเวท ยชุรเวท สามะเวทเรียกทั้งสามว่า ไตรเวท แต่มีอาถรรพ์เวทเป็นเวทที่ 4 แต่พวกผู้ดีไม่ค่อยเรียนเพราะเป็นวิชาที่ทำอาถรรพ์ต่างๆ  



             ในเวททั้ง 4 นี้มีวิชาความรู้ต่างๆ รวมไว้อยู่มาก ถ้าใครรู้พระเวททั้ง 4 ก็เป็นอันรู้วิชาหมดทุกอย่าง พระพุทธเจ้าก็ทรงรู้พระเวททั้ง 4 เมื่อครั้งเรียนกับอาฬารดาบสและอุทกดาบส เวทหนึ่งๆก็จะมีแยกย่อยออกเป็นอุปเวท โดยอยุรเวทนั้นเป็นอุปเวทของเวททั้ง 4 เพราะมีการกล่าววิชาแพทย์แซกแทรงอยู่ในพระเวททั้ง 4 แต่มีอยู่มากใน ฤคเวท และ อาถรรพ์เวท  อายุรเวทเป็นอุปเวทมี่ตั้งขึ้นใหม่เมื่อคราวรวบรวมวิชาแพทย์ในครั้งนั้น

            อายุรเวทมาจากคำว่าอายุ แปลว่าชีวิต เวทแปลว่าวิชา อายุรเวทก็คือวิชาที่ว่าด้วยชีวิต มิใช่เพียงแค่การตรวจโรค บำบัดโรค หรือมิใช่เพียงแต่รักษาโรคด้วยการใช้ยาอย่างที่เข้าใจกันเดี๋ยวนี้ แต่เป็นวิชาแพทย์ทั้งหมด ทั้งการป้องกันโรค การบำบัดโรค ทั้งทางยา ทางผ่าตัด การทำให้ชีวิตคนชีวิตสัตว์มีความสุขอายุยืน

วิชาแพทย์ในอินเดีย เวลานี้มีอยู่ 3 ระบบคือ
1. ระบบอายุรเวทเป็นของฮินดูโบราณในเผ่าอารยัน
2. ระบบยูนานี เป็นของมุสลิมโบราณเผ่าอาหรับ ระบบนี้เข้ามาปนกับระบบอายุรเวท เมื่อคราวมุสลิมเข้าปกครองอินเดีย
3. ระบบอัลโลปธิก เป็นระบบของฝรั่งตะวันตก เพ่ิงเจริญในอินเดียตั้งแต่อังกฤษปกครอง เป็นวิชาที่เรียกกันว่าแผนปัจจุบัน
คำว่าหมอของ 3 ระบบเรียกต่างกันคือ  หมอในระบบอายุรเวทเรียก ไวทยะ หมอในระบบยูนานีเรียก ฮากิม หมอใน ระบบอัลโลปธิกเรียก ดอกเตอร์

              อินเดียจึงมีแพทย์ 2 แผนเหมือนกับประเทศไทย คือแผนปัจจุบันและแผนโบราณ การแพทย์ 2 แผนนี้ที่จริงมีอยู่ในทุกประเทศแต่อาจไม่มีการบัญัติเป็นแพทย์แผนปัจจุบันและแผนโบราณเท่่านั้น

ข้อยืนยันที่ว่าการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนโบราณมีอยู่ทั่วไปคือ

1. ความรู้เรื่องโรคที่คนโบราณรู้จักมาแต่บรมโบราณนั้น แพทย์แผนปัจจุบันรู้มาตามแนวทางที่คนโบราณรู้มาก่อนและเรียกชื่อโรคอย่างเดียวกัน

2. ความรู้เรื่องยา แพทย์แผนปัจจุบันก็รู้และเอาอย่างคนโบราณแทบทั้งสิ้น แต่แผนปัจจุบันมีระบบการเรียน ค้นคว้า หาหลักฐานเพิ่มเติมขึ้น ทำยาและใช้ยาบางอย่างดี และแปลกออกไป ถ้าจะเอาโรคและยาที่ที่แผนปัจจุบันรู้ใหม่จริงๆไม่แตะต้องแผนโบราณเลย แพทย์แผนปัจจุบันก็จะมีโรคและยาไม่กี่อย่าง  ในประเทศฝรั่งไม่มีระเบียบการแพทย์แผนโบราณ แต่ฝัร่งก็ใช้ชื่อโรคและยาอย่างแผนโบราณ การที่ฝรั่งมีพวกเดียวไม่มี 2 พวกอย่างเราเพราะฝรั่งเขาจำเริญ (Improve) เรื่องโรคและเรื่องยาของเขาขึ้นมาจากโบราณให้ดีขึ้นเรื่อยๆ กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลายมาในทางเป็นพวกเดียวกัน ไม่รู้สึกว่าเป็นแผนปัจจุบันแผนโบราณ  แต่ชาวเอเชียเราแบ่งแยกเป็นหมอโบราณพวกหนึ่ง เป็นแผนปัจุบันพวกหนึ่งอย่างในประเทศไทยทุกวันนี้



         คนไทยโบราณเป็นศิษย์ของฮินดู ทำอะไรอย่างฮินดู  นับแต่แต่ก่อนพระพุทธเจ้า 377 ปี จนถึง พุทธศักราช843  เป็นยุคที่อินเดียเจริญมาก ในวิชาการแพทย์ ทั้งวิชาการและปฏิบัติการ พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุนให้ให้ภิกษุสงฆ์ เรียนวิชาแพทย์ในระบบอยุรเวท ด้วยเหตุผล 4 ประการคือ

1. พระพุทธเจ้าทราบความจริงและประโยชน์ ของวิชาแพทย์ในระบบอายุรเวท ว่าเป็นวิชาที่สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสรรพได้ตามสมควร เพราะจากการที่พระองค์ศึกษาพระเวทมาก่อนจากอาฬารดาบสและอุทกดาบสผู้เป็นอาจารย์ ทรงรอบรู้ในพระเวททั้ง 4 ยั้น จะเห็นได้จากในสิกขาวินัยของพระก็มีเรื่องสุขวิทยาอนามัยอยู่มาก
2. พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ที่ขาดจากญาติพี่น้อง พ่อ แม่ ลูกเมีย ตัวคนเดียว เมื่อภิกษุใดเจ็บป่วย ภิกษุต้องบอกกล่าวกัน และต้องช่วยรักษาพยาบาลกัน  ผู้ใดช่วยเหลือผู้เจ็บไข้พระองค์ถือว่าเท่ากับได้ช่วยพระองค์ด้วย
3. ภิกษุต้องรู้วิชาแพทย์เพื่อป้องกันโรค บำบัดโรคให้แก่ตัวเอง เท่าที่สามารถทำได้ เช่นเมื่อไปเป็นพุทธธรรมเผยแพร่พระศาสนายังที่ต่างๆ
4. ภิกษุต้องใช้วิชาแพทย์ช่วยเหลือผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยที่พบเห็นและขอให้ช่วยเป็นการแผ่เมตตา กรุณา ปลูกศรัทธาให้เกิดแก่คนทั่วไป

                 ด้วยเหตุ 4 ประการนี้ของพระบรมศาสดาที่กล่าวมานั้น พระจึงเป็นหมอ และแต่โบราณมา ประชาชนทั้งหลายก็ได้อาศัยหมอพระ ไม่มีใครทำให้ด้วยน้ำใจอย่างพระ คนที่เป็นหมอชั้นหลังๆ ก็เรียนวิชาแพทย์จากพระ   การเผยแพร่พระพุทธศาสนา ต้องอาศัยสงฆ์ผู้รู้ธรรมชั้นสูง สงฆ์ต้องมีกำลังใจกำลังกาย แข็งแรงปราศจากโรคและสามารถช่วยเหลือพยาบาลคนเจ็บไข้ได้ เป็นหลักที่พระบรมศาสดาและสาวกของพระองค์กระทำมาก่อน เรียกกันว่าพุทธธรรมทูติ ตรงกับหมอศาสนาหรือคณะมิชชันนารีของคริสธรรมซึ่งเกิดขึ้นทีหลัง

[b]การเรียนวิชาแพทย์ในสมัยโบราณ[/b]

               การเรียนวิชาแพทย์แผนโบราณผู้ใดจะเรียต้องแสวงหาฤาษีหรืออาจารย์ที่มีความชำนาญในการแพทย์ เข้าฝากตัวเป็นศิษย์แล้วขอเล่าเรียน กินอยู่หลับนอนเป็นคนในครอบครัวของอาจารย์ เมื่ออาจารย์เห็นควรก็รับ เห็นไม่ควรก็ไม่รับ เมื่อรับไว้แล้วก็จะดูนิสัยใจคอกันไปอีกนาน ถ้าควรให้วิชา ควรจะให้อะไรไม่ให้อะไร ศิษย์บางคนถึงกับต้องลาออกไปเอง ไม่ได้อะไรเลยหรือจะได้ก็เพียงการนวด ศิษย์ดีจริงๆเท่านั้นที่จะเรียนวิชาแพทย์ได้สำเร็จ ทำให้การเป็นหมอในสมัยโบรารเป็นการยากลำบากมาก


             ในสมัยพุทธกาล ปรากฎว่า พระพุทธศาสนาและวิชาแพทย์เจริญมากมีพุทธธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนากว้างขวางมาก คนสำคัญในยุตนี้มีมากเช่นนาคชุนนักเคมีตัวยง และหมอชีวกโกมารภัจจ์ แพทย์ประจำองค์พรพุทธเจ้า

             ความสามารถของหมอชีวกโกมารภัจจ์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการตรวจโรคของหมอโบราณว่ามีความแม่นยำมาก ถ้าไม่แม่นจริงจะผ่าหัวผ่าท้องคนโบราณไม่ได้ทั้งแสดงความรู้ความสามารถในการผ่าตัด ยาที่หมอชีวกใส่แผลต้องเป็นยาอันติภูตะหรือภูตหาร (Antiseptic) และเป็นยาอันติวิษมะ หรือวิษมหาร (Antitoxin) มิฉะนั้นจะรักษาแผลให้หายไม่ได้ดีเช่นนั้น



              ประเทศอินเดียหลังจากที่พระพุทธเจ้าดับขันปรินิพพานแล่้ว กาลล่วงมาถึง พ.ศ. 1743 พวกมหมัดเข้าบุกรุกและยึดครองอินเดียเมืองสำคัญหลายเมืองถึงแก่ความพินาศ และฆ่าพระภิกษุสงฆ์ไปเสียมาก ที่รอดตายก็หนีไปตามเมืองต่างๆและอินเดียตอนใต้ หนีเข้าพม่าบ้าง ตำรับตำราถูกเผาทำลายเป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่นั้นมาศิลปะวิทยาการแพทย์ของอินเดียก็เสื่อมโทรมตามลำดับ และต่อมาอีกไม่ศัตวรรษ อินเดียก็เสียให้แก่อังกฤษอีก อังกฤษขนทรัพย์สินของอินเดียไปเป็นจำนวนมาก ก็เหมือนเช่นเดียวกับที่กรุงศรีอยุทธยาของไทยเสียแก่พม่า ทรัพย์สมบัติถูกเผาผลาญเสียหายไปรวมทั้งตำรับตราต่างๆเป็นอันมากนั้น เป็นอันไม่มีวันกลับคืน

               วิชาแพทย์แผนโบราณในระบบอายุรเวทของชาวอินเดียนี้ ชาวมุสลิมได้เอาไปประเทศอารเบียก่อนนานแล้ว และพระเจ้ากาหลิบรับสั่งให้แปลออกเป็นถาษาอาหรับเมื่อพ.ศ. 1243 และที่แปลออกมานั้นก็เป็นต้นเค้าวิชาแพทย์ของฝรั่งในยุโรปด้วย วิชาแพทย์ของเอเวียในระบบอายุรเวทยังไปถึงประเทศจีน อิหร่าน และกรุงโรม และในครั้งนั้นประเทศกัมพูชาก็ได้วิชาแพทย์นี้ไปและได้จัดตั้งอโรคยศาลาถึง 102 แห่ง

                ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิสตะวันออกฉันใด  ศาสดาและบรรดาวิชาความรู้ทั้งหลายก็เกิดขึ้นทางทิศตะวันออกก่อนฉันนั้น  เวลานี้ความเจริญไปอยู่ที่ตะวันตก ดูคล้ายความเจิญคล้อยตามไปกับดวงตะวันกระนั้น


อ้างอิง
ขุนนิทเทศสุขกิจ.2516. อายุรเวทศึกษาเล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 2