ดูบทความทั้งหมด

บทความทางการแพทย์แผนไทย, บทความวิจัย, บทความทั่วไป ฯลฯ

ดูเพิ่มเติม
ภาพกิจกรรม

แกลลอรี่ภาพกิจกรรมของคณะทั้งหมด

ดูเพิ่มเติม
บทความ > เมื่อร่างกายขาดน้ำเรื้อรัง

เมื่อร่างกายขาดน้ำเรื้อรัง

4 ส.ค. 2554 12:00 AM
999
หากอวัยวะต่างๆภายในร่างกายประสบภาวะการขาดน้ำเรื้อรัง จะส่งผลให้ร่างกายต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆเช่น

[b]ธาตุพิการ[/b]
         ธาตุพิการเป็นคำที่ใช้เรียกอาการไม่สบายท้องหลังจากกินอาหารเข้าไป อาการเหล่านี้อาจอยู่ในรูปของการจุกเสียด แน่นหน้าอก ท้องอืดและคลื่นไส้
          ธาตุพิการไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการบ่งชี้ว่ามีโรคอื่นๆ แอบแฝงอยู่ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี หรือไส้ติ่งอักเสบเรื้องรัง
[separator]
[b]ธาตุพิการเมื่อขาดน้ำ[/b]
          หากเราได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติขึ้นกับระบบย่อยอาหาร 2 ประการ คือ
[i]1.กระเพาะอาหารมีกรดเพิ่มขึ้น[/i]
          โดยปกติแล้ว สารที่เคลือบอยู่ที่ผนังชั้นในของกระเพาะอาหารจะประกอบด้วยน้ำ 98% ส่วนอีก 2% จะเป็นสารที่มีโครงสร้างพิเศษซึ่งมีหน้าที่กักเก็บน้ำเอาไว้ น้ำที่ถูกกักเก็บไว้นี้จะก่อตัวเป็นชั้นป้องกันที่ผนังด้านในของกระเพาะอาหาร เซลล์ที่อยู่ใต้ชั้นป้องกันจะมีหน้าที่หลั่งสารประกอบเคมีโซเดียมไบคาร์บอเนต ซึ่งถูกเก็บไว้ด้านหลังของชั้นป้องกัน
           กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดที่มีส่วนผสมของคลอไรด์ออกมาเพื่อใช้ในการย่อยอาหาร และกรดนี้จะแทรกตัวผ่านเข้าไปในชั้นป้องกันที่เป็นน้ำของกระเพาะ แต่โซเดียมไบคาร์บอเนตที่ถูกเก็บไวด้านหลังจะเข้าทำปฏิกิริยากับกรดนี้ให้กลายเป็นกลาง ผลที่ได้จากการทำปฏิกิริยาระหว่างโซเดียมจากสารไบคาบอร์เนตกับคลอรีนจากกรดจะเกิดเป็นเกลือ ซึ่งเกลือส่วนที่เกินจากความต้องการของร่างกายจะไปลดปริมาณของน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ที่ผนังชั้นในของกระเพาะอาหาร เมื่อปริมาณน้ำในชั้นป้องกันลดลงมาก กรดก็จะมีโอกาสเข้ามาทำปฏิกิริยากับผนังกระเพาะชั้นในโดยตรงและทำให้เกิดอาการปวดท้อง
[i]2.ตับอ่อนทำงานผิดปกติ[/i]
           ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ด้านหลังกระเพาะอาหาร มีหน้าที่หลักในการสร้างสารอินซูลินเพื่อใช้ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด และหลั่งเอนไซม์สำคัญที่ใช้ในการย่อยอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก นอกจากนี้ยังมีหน้าที่หลั่งสารละลายไบคาร์บอเนตซึ่งทำให้ลำไส้เล้กมีสภาพเป็นด่าง เมื่อกรดจากกระเพาะอาหารเข้าไปสู่ลำไส้เล็ก สารละลายไบคาร์บอเนตจะทำให้มันมีสภาพเป็นกลาง อาหารที่ผ่านการย่อยจนไม่สามารถถูกย่อยได้อีกด้วยกรดในกระเพาะอาหาร จะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวข้นที่มีสภาพเป็นกรดอ่อนๆของเหลวงเหล่านี้จะถูกส่งผ่านเข้าสู่ส่วนต้นของลำไส้เล็กผ่านทางช่องเปิดปิดที่เรียกว่า Pyloric Valve โดยปกติช่องเปิดปิดนี้จะไม่ยอมให้สิ่งที่อยู่ในลำไส้เล็กไหลย้อนกลับเข้าสู่กระเพาะอาหาร ช่องนี้ถูกควบคุมด้วยการส่งผ่านข้อมูลจากทั้งสองด้าน หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆว่า ช่องเปิดปิดนี้จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมันได้รับข้อมูลจากกระเพาะอาหารว่าพร้อมที่จะส่งผ่านไปยังลำไส้เล็ก และเมื่อลำไส้เล็กมีการปรับสภาพพร้อมที่จะรับอาหารจากกระเพาะ เมื่อนั้นมันจะส่งคำสั่งไปยัง Pyloric Valve ให้เปิดรับของเหลวข้นที่เป็นอาหารเหล่านั้น แต่หากตับอ่อนได้รับน้ำจากการไหลเวียนของเลือดในปริมาณที่ไม่เพียงพอ มันก็จะทำการหลั่งสารละลายไบคาร์บอเนตออกมาในปริมาณที่ไม่เหมาะสมเช่นกัน ผลคือลำไส้เล็กไม่สามารถส่งคำสั่งไปยัง Pyloric Valve เพื่อเปิดรับอาหารให้ผ่านเข้าไปได้ อาหารจึงยังตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารต่อไป

[b]ดื่มน้ำป้องกันธาตุพิการ[/b]
            เมื่อเราดื่มน้ำหนึ่งแก้วในตอนท้องว่างน้ำจะไหลผ่านจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กทันที และหลังจากนั้นราว 1-1.5 ชั่วโมงจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย น้ำที่ถูกดูดซึมเอาไว้จะหลั่งออกมาสู่กระเพาะอาหารผ่านทางผนังชั้นในและช่วยกำจัดเกลือส่วนเกินที่ถูกเก็บกักไว้ ด้วยกระบวนการนี้ชั้นป้องกันของน้ำจะยังคงได้รับการปกป้องไว้ กรดจึงไม่สามารถผ่านเข้าไปกัดกร่อนผนังกระเพาะอาหารและก่อให้เกิดอาการธาตุพิการได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรดื่มน้ำก่อนกินอาหาร 1 ชั่งโมง
            เราสามารถรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบและอาการจุกเสียดได้ด้วยตัวเอง โดยการเพิ่มปริมาณน้ำที่ได้รับในแต่ละวันให้มากขึ้นอีก 2.5 ลิตร โดยปกติหากทำตามคำแนะนำนี้ อาการจุกเสียด แน่นท้อง และปวดท้องจะหายไปภายในเวลา 2-3 วัน แต่สำหรับบางราย กว่าจะเห็นผลอาจต้องใช้เวลา 2-3 อาทิตย์ ในกรณีของโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับถุงน้ำดี แพทย์มักจะแนะนำให้มีการปรับเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปด้วย เช่น ควรกินผักสดและผลไม้ในปริมาณมาก หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

โดย แพทย์แผนไทย พิรุณรัตน์ แซ่ลิ้ม