ดูบทความทั้งหมด

บทความทางการแพทย์แผนไทย, บทความวิจัย, บทความทั่วไป ฯลฯ

ดูเพิ่มเติม
ภาพกิจกรรม

แกลลอรี่ภาพกิจกรรมของคณะทั้งหมด

ดูเพิ่มเติม
บทความ > ทำอย่างไร...เมื่อสงสัยว่าตั้งครรภ์

ทำอย่างไร...เมื่อสงสัยว่าตั้งครรภ์

4 ม.ค. 2554 12:00 AM
999
           ภาวะตั้งครรภ์ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนเอชซีจี (human chorionic gonadotropin/HCG) ที่รกสร้าง ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและอารมณ์ของหญิงตั้งครรภ์

           ในระยะแรกของการตั้งครรภ์อาจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน อาจมีเพียงอาการอ่อนเพลีย เต้านมคัด ปัสสาวะบ่อย และอาจมีอาการเบื่ออาหารหรืออยากอาหารมากขึ้น ร่วมกับมีประวัติขาดประจำเดือน หรือประจำเดือนเลยกำหนดนานเป็นสัปดาห์ นอกจากนี้ผู้ที่สงสัยว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ สามารถประเมินตนเองอย่างง่ายได้ตามตำราทางการแพทย์แผนไทย (คัมภีร์ปฐมจินดา) ที่ว่าด้วยครรภ์รักษา โดยได้กล่าวไว้ว่า “ สตรีทั้งปวงนี้มีครรภ์อันตั้งขึ้นได้ 15 วันก็ดี เดือนนึงก็ดี แสดงให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายให้รู้ว่าตั้งครรภ์ขึ้นแล้ว เพราะว่าเอ็นผ่านหน้าอกนั้นเขียว หัวนมคล้ำดำเข้าแล้วตั้งขึ้นเป็นเม็ดรอบหัวนมนั้น ก็ให้แพทย์พึงรู้สตรีผู้นั้นมีครรภ์โดยสังเขป”

           หญิงตั้งครรภ์บางรายอาจมีอาการแพ้ท้อง ซึ่งไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เชื่อว่าเป็นผลมาจากร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอชซีจีที่รกสร้างสูง นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับภาวะจิตใจและอารมณ์ ซึ่งพบว่าผู้ที่มีอารมณ์อ่อนไหว เครียด วิตกกังวล จะมีอาการแพ้ท้องได้มาก ผู้ที่มีอาการแพ้ท้องมักมีอาการคลื่นไส้ พะอืดพะอม บางครั้งอาเจียน ส่วนใหญ่มักเป็นมากในช่วงเช้าหลังตื่นนอน แต่ก็อาจมีอาการในช่วงกลางวันและช่วงเย็นได้เช่นกัน
[separator]



          หากสงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรทำการทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยการใช้ชุดตรวจปัสสาวะสำเร็จรูป หรืออาจต้องส่งตรวจหาระดับฮอร์โมนเอชซีจีในเลือด ซึ่งให้ผลแน่นอนกว่า อีกทั้งยังสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ และหากพบว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว ควรไปตรวจที่คลินิกฝากครรภ์ของโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเพื่อรับการตรวจเช็คสุขภาพทั้งของมารดาและทารกในครรภ์ ตลอดจนรับการประเมินอายุครรภ์ และเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
          
          สำหรับการดูแลหญิงตั้งครรภ์ตามแนวทางการแพทย์แผนไทยนั้น ห้ามหญิงตั้งครรภ์ได้กลิ่นอาหารที่รุนแรง เช่น กลิ่นเผาปู เผากุ้ง ย่างปลา เจียวกระเทียม น้ำพริกกะปิ เป็นต้น เพราะจะทำให้ลมตีขึ้น ส่วนการเลือกรับประทานอาหารควรรับประทานอาหารที่มีรสจืด รสหวาน หรือรสมัน



          และห้ามอาหารรสเผ็ดร้อน เพราะจะทำให้ทารกดิ้นทุรนทุราย ห้ามอาหารคาวจัด ได้แก่ ปลาน้ำจืดทุกชนิด ปลาน้ำเค็มที่ไม่มีเกร็ด ได้แก่ ปลากระเบน เป็นต้น ห้ามอาหารที่ทำจากสัตว์ป่า เช่น กระรอก ตะกวด เพราะจะทำให้ลมตีขึ้น ห้ามสุรา ยาสูบ ของหมักดอง เพราะจะทำให้มีอาการคันหรือปวดเมื่อย ที่สำคัญห้ามซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้



เอกสารอ้างอิง

กัญจนี พลอินทร์ และคณะ. (2550). เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา 170-304 คณะการแพทย์
แผนไทย  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 45, 208-209.
สุรเกียรติ  อาชานุภาพ. (2551). ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. 896-897.