ดูบทความทั้งหมด

บทความทางการแพทย์แผนไทย, บทความวิจัย, บทความทั่วไป ฯลฯ

ดูเพิ่มเติม
ภาพกิจกรรม

แกลลอรี่ภาพกิจกรรมของคณะทั้งหมด

ดูเพิ่มเติม
บทความ > น้ำผึ้ง...มากกว่าคำว่าหวาน

น้ำผึ้ง...มากกว่าคำว่าหวาน

25 ส.ค. 2553 12:00 AM
999

               น้าผึ้งเป็นสารที่ให้ความหวานในอาหารต่าง ๆ และที่สาคัญน้าผึ้งยังเป็นยาในทางการแพทย์อีกด้วย สารสาคัญในน้าผึ้งประกอบด้วยน้าประมาณ 20 % น้าตาลชนิดต่าง ๆ เช่น กลูโคส ฟลุคโตส และฟรักโทส ประมาณ 79 % กรดชนิดต่าง ๆ ประมาณ 0.5 % วิตามิน เอนไซม์ และแร่ธาตุ ประมาณ 0.5 % จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบหลักของน้าผึ้ง คือน้าตาล และเป็นน้าตาลโมเลกุลเดียวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและนาไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย โดยน้าผึ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 303 แคลอรี่
                สรรพคุณของน้าผึ้งมีมากมายทั้งทางด้านอาหาร และสรรพคุณทางยา เช่น น้าผึ้งสามารถบารุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย ทาให้การนอนหลับดีขึ้น ลดอาการไอ ทาให้ชุ่มคอ ช่วยระบายทาให้อุจจาระนิ่ม ซึ่งเหมาะสาหรับผู้สูงอายุ หญิงหลังคลอด และผู้ป่วยพักฟื้นจากโรคที่มีอาการท้องผูก มีฤทธิ์สมานแผลภายใน เหมาะสาหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคแผลกระเพาะอาหาร หรือลาไส้เล็กอักเสบ ผู้ป่วยที่ระบบการย่อยอ่อนแอ รวมถึงบาดแผลภายนอก ทาให้ผิวหนังนุ่ม และลดการอักเสบอีกด้วย ถึงแม้ว่าน้าผึ้งจะมีรสหวานมาก แต่ก็ไม่ส่งผลทาให้เกิดความอ้วน ไม่ทาให้ฟันผุ เหมือนน้าตาลทั่ว ๆไป แต่กลับทาให้ การงอกของฟันดีขึ้น ทางการแพทย์แผนไทยน้าผึ้งช่วยแต่งรสยา[separator] เนื่องจากน้าผึ้งมีรสหวานฝาด ร้อนเล็กน้อย มีสรรพคุณช่วยบารุงกาลัง บารุงธาตุ เช่น ยาแก้ไข้ที่มีรสขมมาก จนผู้ป่วยทานไม่ได้ เราต้องใช้น้าผึ้งผสมให้มีรสหวานเล็กน้อย รสยาก็จะอร่อยขึ้น และช่วยชูกาลัง ซึ่งน้าผึ้งเข้าได้กับตารับยาทุกชนิด และหนึ่งในน้ากระสายยาต่าง ๆ คือน้าผึ้งนี่เอง น้ากระสายยาคือส่วนผสมหนึ่งของตารับยาไทย น้าผึ้งเป็นน้ากระสายยาตัวหนึ่งที่มีฤทธิ์แรงทาให้ตัวยาดูดซึมเร็วขึ้น ช่วยกระตุ้นการทางานของไต และกระจายเลือด ซึ่งทาให้ผู้ป่วยมีกาลังมากขึ้น หรือบางครั้งนาน้าผึ้งมาผสมกับยาปั้นเป็นลูกกลอน แต่ ผู้ปรุงยาควรนาน้าผึ้งไปเคี่ยวให้เดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรค มิฉะนั้น ยาลูกกลอนจะขึ้นราภายหลัง

[p align=center][/p]                
               ตามหลักการแพทย์แผนไทยแล้ว น้าผึ้งมีประโยชน์มากมายก็จริง แต่สาหรับผู้ป่วยบางราย แนะนาว่าไม่ควรทานน้าผึ้งแบบเข้มข้นโดยไม่ผสมอะไรเลย เช่น ผู้ป่วยที่ดีพิการ คือ มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง นอนสะดุ้งผวา ผู้ป่วยที่เสมหะพิการ คือ มีเสมหะมากและมีภาวะโรคปอดแทรก ผู้ป่วยที่น้าเหลืองเสีย มีฝีพุพอง ตุ่มหนอง หรือโรคคุดทะราด หรือแม้แต่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรทานน้าผึ้ง เนื่องจากน้าผึ้งมีปริมาณกลูโคส และฟรักโทสที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทันที จะทาให้ระดับน้าตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว การหลั่งอินซูลินของตับอ่อนไม่พอ หากผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลวหรือท้องเสียก็ไม่ควรให้ทาน เพราะจะทาให้ถ่ายมากขึ้น เนื่องจากน้าผึ้งจะดูดน้าทาให้ขับอุจจาระมากขึ้นผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียน หรือมีผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เนื่องจากภาวะความชื้นตกค้าง
                เวลาที่เหมาะสมในการทานน้าผึ้ง หากเป็นก่อนมื้ออาหารควรทานก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าดื่มโดยผสมน้าอุ่น (ไม่ควรเกิน 40 ◦C) จะมีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร และทาให้กรดในกระเพาะอาหารเจือจาง ลดการระคายเคือง เหมาะสาหรับผู้ป่วย โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล ถ้าดื่มโดยผสมน้าเย็น จะมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร รวมทั้งกระตุ้นการบีบตัวของลาไส้ ทาให้กระตุ้นการถ่ายอุจจาระ หากต้องการทานหลังอาหาร ควรดื่มหลังอาหาร 2-3 ชั่วโมง เพราะการดื่มหลังอาหารทันที จะทาให้มีการเพิ่มปริมาณน้าตาลในเลือดให้สูงมากยิ่งขึ้น ทาให้ตับอ่อนทางานหนัก อีกทั้งจะเป็นการกระตุ้นน้าย่อยกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้นอีก และการดื่มก่อนนอน เหมาะสาหรับคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง และนอนหลับยาก

แหล่งข้อมูล: http://www.doctor.or.th/node/6415
                http://www.cheewajit.com/articleView.aspx?cateId=1&articleId=138

เรียบเรียงโดย: นายชยานนท์ เชาวน์วุฒิกุล รหัสนักศึกษา 5011410007 คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อาจารย์ที่ปรึกษา : อ.เจษฎาพร  บุญพ่อมี