ดูบทความทั้งหมด

บทความทางการแพทย์แผนไทย, บทความวิจัย, บทความทั่วไป ฯลฯ

ดูเพิ่มเติม
ภาพกิจกรรม

แกลลอรี่ภาพกิจกรรมของคณะทั้งหมด

ดูเพิ่มเติม
บทความ > ปวดหลังแก้ได้ด้วยท่าดัดตน

ปวดหลังแก้ได้ด้วยท่าดัดตน

16 ธ.ค. 2552 12:00 AM
999
อาการปวดหลัง ปวดบั้นเอว สะโพก เป็นอาการที่พบเจอมากในคนวัยทางาน โดยเฉพาะในคนที่มีอาชีพค้าขาย คนแบกหาม ยกของหนัก กรรมกร หรือแม้กระทั่งในหมู่วัยรุ่น นักศึกษาก็พบอยู่จานวนไม่น้อย บางคนมีอาการปวดหลังช่วงล่างเวลาเดินนานๆ หรือนั่งขับรถนานๆ บางคนมีอาการปวดสะเอว ร้าวลงมาถึงสะโพก หรือบางคนอาจมีอาการปวดเสียวร้าวชาถึงบริเวณใต้ข้อเข่า น่อง หรือถึงปลายเท้า ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่รักษายาก และต้องใช้เวลานานพอสมควร บางคนอาจมีอาการปวดติดต่อกันเรื้อรัง ซึ่งข้าพเจ้าเองก็เคยมีอาการปวดหลังคือ มีอาการปวดบริเวณสะเอว จะมีอาการปวดมากเวลานั่งติดต่อกันนานๆ บางครั้งเวลาก้มลงเก็บของจะมีอาการปวดเสียวร่วมด้วย จากการที่ข้าพเจ้ามีพื้นฐาน และมีความสนใจทางการนวด เวลาปวดมากๆก็พยายามหาวิธีการนวด และการดัดตน นามาลองทาดูวันละ 2 ครั้ง (ก่อนเข้านอน และหลังจากตื่นนอนตอนเช้า) หลังจากทาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก็พบว่าอาการปวดหลังดังกล่าวก็ค่อยๆ หายไป ข้าพเจ้าจึงแนะนาให้กับผู้ป่วยที่มารับการรักษาร่วมกับการนวดที่โรงพยาบาล พบว่าอาการปวดหลังของผู้ป่วยที่มานวดค่อยๆดีขึ้นตามลาดับ โดยวิธีการดัดตนแก้ปวดหลังดังกล่าวมี 5 ท่าดังนี้

ท่าที่ 1 ผู้ป่วยนอนหงายลาตัวราบกับพื้น (ไม่ต้องหนุนหมอน) ชันเข่าข้างเดียวกับข้างที่มีอาการปวดหลังขึ้น ใช้มือทั้งสองข้างกอดเข่าดึงเข้ามาให้เข่าชิดกับหน้าอกมากที่สุด ทาค้างไว้ประมาณ 10 วินาที จึงค่อยเหยียดขากลับที่เดิมในท่านอนหงาย ทาเช่นเดียวกัน 6-7 ครั้ง

ท่าที่ 2 ผู้ป่วยนอนหงายลาตัวราบกับพื้น ชันเข่าทั้งสองขึ้นพร้อมๆกัน ใช้มือทั้งสองข้างประสานกันกอดไว้บริเวณเข่า ดึงเข่าทั้งสองเข้าชิดอกมากที่สุด ค่อยๆ ยกศีรษะขึ้นให้คางชิดเข่ามากที่สุด เกร็งลาคอไว้ประมาณ 5 วินาที จึงค่อยๆวางลาคอราบกับพื้น และเหยียดขากลับในท่านอนหงาย ทาเช่นเดียวกันประมาณ 5 ครั้ง

ท่าที่ 3 ผู้ป่วยนอนหงาย ลาตัวราบกับพื้น ชันเข้าทั้งสองข้างขึ้น วางฝ่าเท้าทั้งสองเรียบกับพื้นโดยให้ส้นเท้าชิดก้นย้อยมากที่สุด ยกเท้าข้างที่เป็นขึ้นไขว้เป็นเลข 4 บนหน้าขาของเท้าอีกข้างที่ชันเข่าอยู่ ใช้มือทั้งสองข้างสอดไว้ใต้น่อง ค่อยๆดึงเท้าเข้าหาลาตัวช้าๆ โดยให้แนวขาท่อนล่างขนาน และชิดกับแนวไหล่มากที่สุด ทาค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ทาซ้าประมาณ 10 ครั้ง
หมายเหตุ ท่านี้อาจประยุกต์ทาในท่านั่งก็ได้ โดยปฏิบัติดังนี้
ผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้ วางเท้าทั้งสองราบกับพื้น ยกเท้าข้างเดียวกับที่มีอาการปวดหลังขึ้นมาไขว้บนขาอีกข้าง (ท่าไขว่ห้าง) สอดมือทั้งสองใต้น่อง ค่อยๆดึงแขนยกเท้าขึ้นให้ขาท่อนล่างขนานกับแนวบ่า ดึงให้ชิดกับลาตัวมากที่สุด ทาค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ทาซ้าประมาณ 6-7 ครั้ง

ท่าที่ 4 ผู้ป่วยนอนหงาย ลาตัวราบกับพื้น ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น โดยฝ่าเท้าทั้งสองเรียบกับพื้น ยกขาข้างเดียวกับที่มีอาการปวด ไขว้ไว้กับขาอีกข้างที่ชันไว้ (ข้างที่ไม่ปวด) โดยให้ปลายเท้าขัดไว้กับน่อง ใช้มือดึงเข่าให้ราบลงกับพื้นทางด้านข้างของตัว (ข้างที่ไม่ปวด) กดค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ทาซ้าในท่าเดิมประมาณ 6-7 ครั้ง

ท่าที่ 5 ผู้ป่วยนอนราบกับพื้นชันเข่าทั้งสองขึ้น ลากส้นเท้าทั้งสองเข้าชิดก้นย้อยโดยฝ่าเท้าทั้งสองราบกับพื้น วางมือทั้งสองแนบข้างลาตัวในท่าคว่ามือ หายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับยกก้นขึ้น กลั้นลมหายใจทาค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับ วางก้นลง ทาซ้าในท่าเดิม 6-7 ครั้ง

เพื่อให้การฝึกดัดตนเกิดประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น ผู้ป่วยควรฝึกการกาหนดลมหายใจเข้าออกร่วมด้วย โดยมีวิธีการฝึกกาหนดลมหายใจเบื้องต้นดังนี้ ฝึกกาหนดหายใจเข้าโดยค่อยๆสูดลมหายใจเข้าอย่างช้าๆ ให้ลมหายใจลงถึงท้อง (หายใจเข้าให้ท้องป่อง) หรือเบ่งลมหายใจเข้าให้ลงถึงก้น (คล้ายกับการเบ่งอุจจาระ) กล่าวในใจด้วยคาว่าพุทธ จึงค่อยๆหายใจให้ลมผ่านทางปลายจมูกอย่างช้าๆ จนหน้าท้องแฟบลง กล่าวในใจด้วยคาว่า โธ พยายามฝึกติดต่อกันจนเป็นนิสัย เนื่องจากการกาหนดลมหายใจลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้ฝึกปฏิบัติสามารถหายใจได้ลึก ร่างกายสามารถแลกเปลี่ยนก็าซได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

บทความ พผท. สมชาย อ้นทอง (โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย ม.อ.)