บทความที่คล้ายกัน
-
สครับผิว(ขัดผิว) ดีอย่างไร
ผดุงครรภ์ไทย ·25 พ.ย. 2565
-
พัฒนาการเด็กวัยแรกเกิด - 1 เดือน
ผดุงครรภ์ไทย ·21 ก.พ. 2562
-
มหาหิงคุ์ กับ อาการท้องอืดในเด็ก
ผดุงครรภ์ไทย ·6 พ.ย. 2561
-
คลอดก่อนกำหนด คืออะไร ???
ผดุงครรภ์ไทย ·31 ก.ค. 2561
-
อาการตะคริวน่องในคนท้องแก้ไขอย่างไร
ผดุงครรภ์ไทย ·30 พ.ย. 2560
มีปัญหาเรื่องประจำเดือนจะทำอย่างไรดี? (ตอนที่ 1)
ประจำเดือนเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงทุกคน แต่กลับมีผู้หญิงบางกลุ่มที่มีอาการต่างๆร่วมกับการมีประจำเดือน เช่น ปวดท้องน้อย ปวดศีรษะ หงุดหงิดง่าย เป็นต้น ซึ่งทางแพทย์แผนไทยอาการเหล่านี้เรียกว่า "ระดูปกติโทษ" เกิดจากธาตุในร่างกายเกิดความไม่สมดุล เช่น ธาตุลม (อโธคมาวาตากำเริบ) ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย ปวดต้นขา เป็นต้น หรือธาตุไฟ (ปริทัยหัคคีกำเริบ) ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดง่าย เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้ดูเหมือนจะเล็กน้อย แต่สำหรับบางคนแล้ว เป็นเรื่องที่ทรมานมากเลยทีเดียว อาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย ได้แก่
- ความเครียด ความวิตกกังวล ทำให้ธาตุไฟ (ปริทัยหัคคีกำเริบ) ทำให้หงุดหงิดง่าย
- การรับประทานอาหาร หรือยารสเย็น น้ำเย็น น้ำแข็ง ทำให้ธาตุไฟ (ปริณามัคคีหย่อน, กุจฉิสยาวาตาหย่อน, อโธคมาวาตาหย่อน) ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีอาการหนาวสั่น เป็นต้น
- การทำงานหนักเกินกำลัง
- การนอนหลับพักผ่อนน้อย
- อาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น
คำแนะนำสำหรับผู้มีกลุ่มอาการช่วงมีประจำเดือนมีดังนี้
- ดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง น้ำอุ่น หรือน้ำสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับลม เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้แทรกเกลือ ตั้งแต่ช่วงที่มีอาการก่อนประจำเดือนมา เช่น คัดตึงหน้าอก ปวดหน่วงท้องน้อย เป็นต้น
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ไม่ควรทำงานหนักช่วงก่อนมีประจำเดือนประมาณ 1 สัปดาห์ และขณะมีประจำเดือน เช่น การยกของหนัก
- ควรหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ความวิตกกังวล
- หากมีภาวะปวดประจำเดือน ให้ประคบบริเวณที่มีอาการปวดด้วยถุงน้ำร้อนห่อด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาด หรือลูกประคบสมุนไพร ประมาณ 10-15 นาที ความร้อนชื้นจะเข้าซึมสู่ชั้นกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัวได้ดี
การรักษากลุ่มอาการของประจำเดือนด้วยยาสมุนไพร
1. ปวดประจำเดือน หมายถึง อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน ลักษณะการปวดจะปวดแบบเกร็งๆ คล้ายคลึงกับการปวดระหว่างเจ็บครรภ์ ตำแหน่งที่ปวดอยู่บริเวณตรงกลางท้องน้อย อาจปวดร้าวไปที่หลังและด้านในของต้นขา
ส่วนทางแพทย์แผนไทยได้กล่าวถึงอาการปวดประจำเดือนไว้ตามคัมภีร์มหาโชติรัตว่า โลหิตระดูนี้เป็นธรรมชาติของสตรี ผู้ใดเคยมีระดูมา หากลมกองใดเคยกำเริบ ลมกองนั้นจะกำเริบทุกเดือนทุกครั้ง จึงเรียกว่า “ปกติโลหิต” ซึ่งโลหิตระดูปกติโทษที่ทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน เรียกว่า “ โลหิตระดูอันเกิดแก่กระดูก ” คือ เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น ให้เมื่อยขบไปทุกข้อดังจะขาดออกจากกัน ให้เจ็บบั้นเอวสันหลังมาก ครั้นพอมีระดูออกมาแล้ว อาการก็หายไป
ยาที่ใช้รักษาได้แก่
1.1 ยาประสะไพล ในผงยา 162 กรัม ประกอบด้วย เหง้าไพล หนัก 81 กรัม ผิวมะกรูด เหง้าว่านน้ำ หัวกระเทียม หัวหอม พริกไทยล่อน ดอกดีปลี เหง้าขิง เหง้าขมิ้นอ้อย เทียนดำ เกลือสินเธาว์ หนักสิ่งละ 8 กรัม และการบูร หนัก 1 กรัม (บัญชียาหลักแห่งชาติ 2556)
ยาตำรับนี้ส่วนใหญ่เป็นยารสร้อนช่วยขับโลหิตเน่าร้าย ช่วยระงับโรคที่เกิดจากธาตุลม ทำลายเสมหะที่ผูกเป็นก้อนอยู่ในท้อง และแก้โลหิตให้บริบูรณ์ แก้ไข้สันนิบาต เจริญไฟธาตุ แก้ระส่ำระสายและพรรดึก
- ขนาดและวิธีใช้: ในกรณีที่มีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ ให้รับประทานยา ก่อนมีประจำเดือน 2 - 3 วันไปจนถึงวันแรกและวันที่สองที่มีประจำเดือน - ชนิดผง : รับประทานครั้งละ 1 กรัม ละลายน้ำสุก วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร - ชนิดแคปซูล ชนิดเม็ด และชนิดลูกกลอน : ครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
- ข้อห้ามใช้:ห้ามใช้ในหญิงตกเลือดหลังคลอด หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีไข้ และ หญิงที่มีระดูมากกว่าปกติ เพราะจะทำให้มีการขับระดูออกมามากขึ้น
- ข้อควรระวัง:ควรระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติ ของตับ ไต เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้ - กรณีระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าปกติ ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน - กรณีขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดบุตร ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 15 วัน
1.2 ขิง (ชาชง / แคปซูล/ ผง) (บัญชียาหลักแห่งชาติ 2556) ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน โดยคลายกล้ามเนื้อเรียบทั้งในมดลูก และทางเดิน อาหาร แก้ท้องอืด ขับลม แน่นจุกเสียด ป้องกันและบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน แก้เสมหะ เจริญไฟธาตุ
- ขนาดและวิธีใช้: - รับประทานวันละ 2-4 กรัม (บรรเทาอาการท้องอืด ขับลม จุกเสียด) - รับประทานครั้งละ 1 กรัม เมื่อมีอาการ (บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน)
- ข้อควรระวัง: ควรระวังการใช้ร่วมกับสารกันเลือดเป็นลิ่ม และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด การใช้ในผู้ป่วยโรคนิ่ว่ในถุงน้ำดี ยกเว้นภายใต้การดูแลของแพทย์
1.3 ยาเลือดงาม (บัญชียาหลักแห่งชาติ 2556)
- ส่วนประกอบ:เหง้าขิงแห้ง ตะไคร้บ้าน(ลำต้น) สะระแหน่(ทั้งต้น) เหง้ากระชาย เหง้ากระทือ ผิวมะกรูด ใบมะนาว รากและใบกะเพรา หัวกระเทียม เปลือกเพกา โกฐจุฬาลัมพา ช้าพลู (ทั้งต้น) ลูกเร่วหอม ลูกจันทน์ ดอกกานพลู ดอกดีปลี เหง้าไพล พริกไทยล่อน รากเจตมูลเพลิงแดง ชะเอมเทศ หนักสิ่งละ 5 กรัม พิมเสน การบูร หนักสิ่งละ 1 กรัม ยาตำรับนี้ส่วนใหญ่เป็นยารสร้อน ช่วยเจริญไฟธาตุ แก้เสมหะ ช่วยขับโลหิตเน่าร้าย แก้มุตกิด ขับและกระจายลม
- ขนาดและวิธีใช้: บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้มุตกิดชนิดเม็ด 2-4 แคปซูล (500 มก.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร ชนิดผง 1-2 กรัม ละลายน้ำสุก วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
- ข้อห้ามใช้: สตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่มีระดูมากกว่าปกติ และผู้ที่มีไข้
- ข้อควรระวัง: การใช้ยาเกินขนาดในผู้ป่วยโรคตับ เนื่องจากยามีการบูรเป็นส่วนประกอบ
1.4 ยาเทพนิมิตร (คัมภีร์มหาโชตรัตน์ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์)
- ส่วนประกอบ: โกฐสอ โกฐเชียง โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า สมุลแว้ง อบเชยเทศ ขมิ้นเครือ แก่น สน(กระจายลม แก้อ่อนเพลีย ) สักขี (บำรุงธาตุ แก้รัตตะปิตตะโรค บำรุงโลหิต) กระวาน กานพลู สิ่งละ 2 ส่วน ดอกลำดวน ดอกกระดังงา ดอกจำปา สิ่งละ 3 ส่วน จันทน์ทั้งสอง กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก แก่นพรม(บำรุงกำลัง) ชะเอมเทศ หวายตะคร้า(แก้พิษร้อน) ดอกคำฝอย(ระงับอาการปวดประจำเดือน) เลือดแรด(กระจายเลือดที่เป็นลิ่มเป็นก้อนให้ตก) สารส้ม(ฟอกระดูสตรี) สิ่งละ 4 ส่วน การบูร พริกไทย สิ่งละ 5 ส่วน แก่นแสมทะเล(ถ่ายระดูเน่าเสีย แก้เลือดลม) 16 ส่วน เบญจกูลตามพิกัด
- ขนาดและวิธีใช้: แก้โลหิตระดูอันเกิดแก่กระดูก (เมื่อยขบ เจ็บบั้นเอวและสันหลังมาก) ทำ เป็นผงแล้วนำแห้วหมูต้มเป็นกระสายยา ทำแท่งไว้ละลายน้ำเนื้อไม้ต้มแทรกพิมเสนกิน
- ข้อห้ามใช้: สตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่มีระดูมากกว่าปกติ และผู้ที่มีไข้
1.5 ยาจิตรเกสร (คัมภีร์มหาโชตรัตน์ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์)
- ส่วนประกอบ: ดอกมะกรูด ดอกมะนาว (แก้ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ดอกพิกุล ดอกบุนนาค เกสรบัว หลวง เกสรสัตตบุษย์ ดอกชะลูด(แก้ไข้เพ้อคลั่ง) โกฐทั้งห้า แก่นสน จันทน์ทั้งสอง กฤษณา สิ่งละ2 ส่วน แก่นสะเดา(ขับเสมหะ แก้อาเจียน) แก่นปรู(แก้น้ำเหลืองเสีย) สิ่งละ4 ส่วน ดอกสะเดา(แก้พิษโลหิต ขับลม บำรุงธาตุ) 5 ส่วน ตรีกฏุกตามพิกัด
- ขนาดและวิธีใช้: แก้โลหิตระดูอันเกิดแก่กระดูก (เมื่อยขบ เจ็บบั้นเอวและสันหลังมาก) บดทำ ผงไว้ละลายน้ำฝางต้มแทรกพิมเสนกิน
- ข้อห้ามใช้: สตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่มีระดูมากกว่าปกติ และผู้ที่มีไข้
1.6 ยาขจรทิพรศ (คัมภีร์มหาโชตรัตน์ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์)
- ส่วนประกอบ: โกฐจุฬาลำพา โกฐสอ เทียนดำ เทียนแดง กานพลู จันทน์ทั้งสอง ชะเอม สมอทั้งสาม พริกไทย ผลผักชี ผลมะขามป้อม ผลมะแว้ง สิ่งละ 2 ส่วน ดอกจำปา(กระจายโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงประสาท ระงับอาการเกร็ง) 8 ส่วน
- ขนาดและวิธีใช้: แก้โลหิตระดูอันเกิดแก่กระดูก (เมื่อยขบ เจ็บบั้นเอวและสันหลังมาก) บด แท่งละลายน้ำเทียนดำต้ม แทรกชะมดพิมเสน
- ข้อห้ามใช้: สตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่มีระดูมากกว่าปกติ และผู้ที่มีไข้
หวังว่าทุกท่านจะได้ความรู้ในการดูแลตัวเองเมื่อมีประจำเดือนไม่มากก็น้อยนะคะ เรื่องของยารักษาโรคหากดูทั้งหมดแล้ว อาจเห็นได้ว่ายาบางตำรับจะประกอบด้วยสมุนไพรที่ค่อนข้างหายาก ทุกท่านสามารถเลือกใช้ยาที่สามารถหาได้ตามท้องถิ่น หากไม่มั่นใจในการใช้ยาสามารถปรึกษาแพทย์แผนไทยที่อยู่ใกล้บ้านท่านได้ สำคัญที่สุดขอให้ปรับพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่สามารถทำได้ทุกคนค่ะ
บทความโดยนางสาวสลิลทิพย์ ฟุ้งธรรมสาร นักวิทยาศาสตร์สุขภาพ โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสงขลานครินทร์