Jun272016

มีปัญหาเรื่องประจำเดือนจะทำอย่างไรดี? (ตอนที่ 1)

All rights reserved by TTME-PSU

ประจำเดือนเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงทุกคน แต่กลับมีผู้หญิงบางกลุ่มที่มีอาการต่างๆร่วมกับการมีประจำเดือน เช่น ปวดท้องน้อย ปวดศีรษะ หงุดหงิดง่าย เป็นต้น ซึ่งทางแพทย์แผนไทยอาการเหล่านี้เรียกว่า "ระดูปกติโทษ" เกิดจากธาตุในร่างกายเกิดความไม่สมดุล เช่น ธาตุลม (อโธคมาวาตากำเริบ) ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย ปวดต้นขา เป็นต้น หรือธาตุไฟ (ปริทัยหัคคีกำเริบ) ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดง่าย เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้ดูเหมือนจะเล็กน้อย แต่สำหรับบางคนแล้ว เป็นเรื่องที่ทรมานมากเลยทีเดียว อาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย ได้แก่

  1. ความเครียด ความวิตกกังวล ทำให้ธาตุไฟ (ปริทัยหัคคีกำเริบ) ทำให้หงุดหงิดง่าย
  2. การรับประทานอาหาร หรือยารสเย็น น้ำเย็น น้ำแข็ง ทำให้ธาตุไฟ (ปริณามัคคีหย่อน, กุจฉิสยาวาตาหย่อน, อโธคมาวาตาหย่อน) ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีอาการหนาวสั่น เป็นต้น
  3. การทำงานหนักเกินกำลัง
  4. การนอนหลับพักผ่อนน้อย
  5. อาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น

คำแนะนำสำหรับผู้มีกลุ่มอาการช่วงมีประจำเดือนมีดังนี้

  1. ดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง น้ำอุ่น หรือน้ำสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับลม เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้แทรกเกลือ ตั้งแต่ช่วงที่มีอาการก่อนประจำเดือนมา เช่น คัดตึงหน้าอก ปวดหน่วงท้องน้อย เป็นต้น
  2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  3. ไม่ควรทำงานหนักช่วงก่อนมีประจำเดือนประมาณ 1 สัปดาห์ และขณะมีประจำเดือน เช่น การยกของหนัก
  4. ควรหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ความวิตกกังวล
  5. หากมีภาวะปวดประจำเดือน ให้ประคบบริเวณที่มีอาการปวดด้วยถุงน้ำร้อนห่อด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาด หรือลูกประคบสมุนไพร ประมาณ 10-15 นาที ความร้อนชื้นจะเข้าซึมสู่ชั้นกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัวได้ดี

การรักษากลุ่มอาการของประจำเดือนด้วยยาสมุนไพร

1. ปวดประจำเดือน หมายถึง อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน ลักษณะการปวดจะปวดแบบเกร็งๆ คล้ายคลึงกับการปวดระหว่างเจ็บครรภ์ ตำแหน่งที่ปวดอยู่บริเวณตรงกลางท้องน้อย อาจปวดร้าวไปที่หลังและด้านในของต้นขา

ส่วนทางแพทย์แผนไทยได้กล่าวถึงอาการปวดประจำเดือนไว้ตามคัมภีร์มหาโชติรัตว่า โลหิตระดูนี้เป็นธรรมชาติของสตรี ผู้ใดเคยมีระดูมา หากลมกองใดเคยกำเริบ ลมกองนั้นจะกำเริบทุกเดือนทุกครั้ง จึงเรียกว่า “ปกติโลหิต” ซึ่งโลหิตระดูปกติโทษที่ทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน เรียกว่า “ โลหิตระดูอันเกิดแก่กระดูก ” คือ เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น ให้เมื่อยขบไปทุกข้อดังจะขาดออกจากกัน ให้เจ็บบั้นเอวสันหลังมาก ครั้นพอมีระดูออกมาแล้ว อาการก็หายไป

ยาที่ใช้รักษาได้แก่

1.1 ยาประสะไพล ในผงยา 162 กรัม ประกอบด้วย เหง้าไพล หนัก 81 กรัม ผิวมะกรูด เหง้าว่านน้ำ หัวกระเทียม หัวหอม พริกไทยล่อน ดอกดีปลี เหง้าขิง เหง้าขมิ้นอ้อย เทียนดำ เกลือสินเธาว์ หนักสิ่งละ 8 กรัม และการบูร หนัก 1 กรัม (บัญชียาหลักแห่งชาติ 2556)

ยาตำรับนี้ส่วนใหญ่เป็นยารสร้อนช่วยขับโลหิตเน่าร้าย ช่วยระงับโรคที่เกิดจากธาตุลม ทำลายเสมหะที่ผูกเป็นก้อนอยู่ในท้อง และแก้โลหิตให้บริบูรณ์ แก้ไข้สันนิบาต เจริญไฟธาตุ แก้ระส่ำระสายและพรรดึก

  • ขนาดและวิธีใช้: ในกรณีที่มีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ ให้รับประทานยา ก่อนมีประจำเดือน 2 - 3 วันไปจนถึงวันแรกและวันที่สองที่มีประจำเดือน - ชนิดผง : รับประทานครั้งละ 1 กรัม ละลายน้ำสุก วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร - ชนิดแคปซูล ชนิดเม็ด และชนิดลูกกลอน : ครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
  • ข้อห้ามใช้:ห้ามใช้ในหญิงตกเลือดหลังคลอด หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีไข้ และ หญิงที่มีระดูมากกว่าปกติ เพราะจะทำให้มีการขับระดูออกมามากขึ้น
  • ข้อควรระวัง:ควรระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติ ของตับ ไต เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้ - กรณีระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าปกติ ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน - กรณีขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดบุตร ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 15 วัน

1.2 ขิง (ชาชง / แคปซูล/ ผง) (บัญชียาหลักแห่งชาติ 2556) ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน โดยคลายกล้ามเนื้อเรียบทั้งในมดลูก และทางเดิน อาหาร แก้ท้องอืด ขับลม แน่นจุกเสียด ป้องกันและบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน แก้เสมหะ เจริญไฟธาตุ

  • ขนาดและวิธีใช้: - รับประทานวันละ 2-4 กรัม (บรรเทาอาการท้องอืด ขับลม จุกเสียด) - รับประทานครั้งละ 1 กรัม เมื่อมีอาการ (บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน)
  • ข้อควรระวัง: ควรระวังการใช้ร่วมกับสารกันเลือดเป็นลิ่ม และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด การใช้ในผู้ป่วยโรคนิ่ว่ในถุงน้ำดี ยกเว้นภายใต้การดูแลของแพทย์

1.3 ยาเลือดงาม (บัญชียาหลักแห่งชาติ 2556)

  • ส่วนประกอบ:เหง้าขิงแห้ง ตะไคร้บ้าน(ลำต้น) สะระแหน่(ทั้งต้น) เหง้ากระชาย เหง้ากระทือ ผิวมะกรูด ใบมะนาว รากและใบกะเพรา หัวกระเทียม เปลือกเพกา โกฐจุฬาลัมพา ช้าพลู (ทั้งต้น) ลูกเร่วหอม ลูกจันทน์ ดอกกานพลู ดอกดีปลี เหง้าไพล พริกไทยล่อน รากเจตมูลเพลิงแดง ชะเอมเทศ หนักสิ่งละ 5 กรัม พิมเสน การบูร หนักสิ่งละ 1 กรัม ยาตำรับนี้ส่วนใหญ่เป็นยารสร้อน ช่วยเจริญไฟธาตุ แก้เสมหะ ช่วยขับโลหิตเน่าร้าย แก้มุตกิด ขับและกระจายลม
  • ขนาดและวิธีใช้: บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้มุตกิดชนิดเม็ด 2-4 แคปซูล (500 มก.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร ชนิดผง 1-2 กรัม ละลายน้ำสุก วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
  • ข้อห้ามใช้: สตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่มีระดูมากกว่าปกติ และผู้ที่มีไข้
  • ข้อควรระวัง: การใช้ยาเกินขนาดในผู้ป่วยโรคตับ เนื่องจากยามีการบูรเป็นส่วนประกอบ

1.4 ยาเทพนิมิตร (คัมภีร์มหาโชตรัตน์ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์)

  • ส่วนประกอบ: โกฐสอ โกฐเชียง โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า สมุลแว้ง อบเชยเทศ ขมิ้นเครือ แก่น สน(กระจายลม แก้อ่อนเพลีย ) สักขี (บำรุงธาตุ แก้รัตตะปิตตะโรค บำรุงโลหิต) กระวาน กานพลู สิ่งละ 2 ส่วน ดอกลำดวน ดอกกระดังงา ดอกจำปา สิ่งละ 3 ส่วน จันทน์ทั้งสอง กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก แก่นพรม(บำรุงกำลัง) ชะเอมเทศ หวายตะคร้า(แก้พิษร้อน) ดอกคำฝอย(ระงับอาการปวดประจำเดือน) เลือดแรด(กระจายเลือดที่เป็นลิ่มเป็นก้อนให้ตก) สารส้ม(ฟอกระดูสตรี) สิ่งละ 4 ส่วน การบูร พริกไทย สิ่งละ 5 ส่วน แก่นแสมทะเล(ถ่ายระดูเน่าเสีย แก้เลือดลม) 16 ส่วน เบญจกูลตามพิกัด
  • ขนาดและวิธีใช้: แก้โลหิตระดูอันเกิดแก่กระดูก (เมื่อยขบ เจ็บบั้นเอวและสันหลังมาก) ทำ เป็นผงแล้วนำแห้วหมูต้มเป็นกระสายยา ทำแท่งไว้ละลายน้ำเนื้อไม้ต้มแทรกพิมเสนกิน
  • ข้อห้ามใช้: สตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่มีระดูมากกว่าปกติ และผู้ที่มีไข้

1.5 ยาจิตรเกสร (คัมภีร์มหาโชตรัตน์ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์)

  • ส่วนประกอบ: ดอกมะกรูด ดอกมะนาว (แก้ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ดอกพิกุล ดอกบุนนาค เกสรบัว หลวง เกสรสัตตบุษย์ ดอกชะลูด(แก้ไข้เพ้อคลั่ง) โกฐทั้งห้า แก่นสน จันทน์ทั้งสอง กฤษณา สิ่งละ2 ส่วน แก่นสะเดา(ขับเสมหะ แก้อาเจียน) แก่นปรู(แก้น้ำเหลืองเสีย) สิ่งละ4 ส่วน ดอกสะเดา(แก้พิษโลหิต ขับลม บำรุงธาตุ) 5 ส่วน ตรีกฏุกตามพิกัด
  • ขนาดและวิธีใช้: แก้โลหิตระดูอันเกิดแก่กระดูก (เมื่อยขบ เจ็บบั้นเอวและสันหลังมาก) บดทำ ผงไว้ละลายน้ำฝางต้มแทรกพิมเสนกิน
  • ข้อห้ามใช้: สตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่มีระดูมากกว่าปกติ และผู้ที่มีไข้

1.6 ยาขจรทิพรศ (คัมภีร์มหาโชตรัตน์ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์)

  • ส่วนประกอบ: โกฐจุฬาลำพา โกฐสอ เทียนดำ เทียนแดง กานพลู จันทน์ทั้งสอง ชะเอม สมอทั้งสาม พริกไทย ผลผักชี ผลมะขามป้อม ผลมะแว้ง สิ่งละ 2 ส่วน ดอกจำปา(กระจายโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงประสาท ระงับอาการเกร็ง) 8 ส่วน
  • ขนาดและวิธีใช้: แก้โลหิตระดูอันเกิดแก่กระดูก (เมื่อยขบ เจ็บบั้นเอวและสันหลังมาก) บด แท่งละลายน้ำเทียนดำต้ม แทรกชะมดพิมเสน
  • ข้อห้ามใช้: สตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่มีระดูมากกว่าปกติ และผู้ที่มีไข้

หวังว่าทุกท่านจะได้ความรู้ในการดูแลตัวเองเมื่อมีประจำเดือนไม่มากก็น้อยนะคะ เรื่องของยารักษาโรคหากดูทั้งหมดแล้ว อาจเห็นได้ว่ายาบางตำรับจะประกอบด้วยสมุนไพรที่ค่อนข้างหายาก ทุกท่านสามารถเลือกใช้ยาที่สามารถหาได้ตามท้องถิ่น หากไม่มั่นใจในการใช้ยาสามารถปรึกษาแพทย์แผนไทยที่อยู่ใกล้บ้านท่านได้ สำคัญที่สุดขอให้ปรับพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่สามารถทำได้ทุกคนค่ะ

บทความโดยนางสาวสลิลทิพย์ ฟุ้งธรรมสาร นักวิทยาศาสตร์สุขภาพ โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสงขลานครินทร์

Read 999 times Last modified on Thursday, 06 June 2013 07:18

Leave a comment

*ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์