May092018

ทางเลือกในการคลายความเครียด (ตอนที่ 1)

All rights reserved by TTME-PSU

สมัยก่อนเมื่อโลกยังหมุนไปอย่างช้าๆ ความเร่งรีบยังไม่ได้กำหนดวิถีชีวิต ความเครียดก็มีอยู่แต่ไม่รุนแรงอย่างทุกวันนี้ อย่างการรักษาความเครียดของร่างกายโดยการนวด ซึ่งไม่อาจบอกได้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไรนั้น จึงอนุมานว่าเมื่อร่างกายคนเราต้องอยู่ในภาวะเร่งรีบ หรือกดดัน ร่างกายต้องทำงานอย่างหนัก เกิดความอ่อนล้า เมื่อยขบ เมื่อนั้นร่างกายก็จะเริ่มโหยหาการพักผ่อน เพื่อช่วยให้คลายความอ่อนล้า จึงเกิดการนวดบีบนวดร่างกายให้กันขึ้นภายในบ้าน แล้วพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นรูปแบบการนวด

ผู้ที่อยู่ในภาวะเครียดจะพบอาการปวดศีรษะร่วมด้วยทุกครั้ง ซึ่งสามารถบำบัดได้ด้วยการนวดบริเวณบ่าและคอ การนวดช่วยในการบำบัดและบรรเทาอาการปวดเมื่อย ตลอดจนอาการปวดศีรษะที่เกิดจากความเครียด เพื่อไปกระตุ้นให้เลือดเกิดการไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ กระตุ้นระบบประสาท และฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อ ผู้ถูกนวดจึงรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้จิตใจปลอดโปร่งและหายจากความเครียด

อีกทางเลือกในการคลายเครียดที่คนส่วนใหญ่มักใช้ คือ การกินยาคลายเครียด คลายแล้วร่างกายก็จะจดจำความเครียดแบบนี้ไปเรื่อยๆ และต่อต้านการใช้ยา ในที่สุดยาก็ใช้ไม่ได้ผล ถ้ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าก็ควรที่จะเลือกปฏิบัติทางเลือกอื่นก่อน ให้การกินยาเป็นทางออกสุดท้ายของคุณ

การรักษาอาการเครียดหรือโรคเครียดจึงต้องใช้หลายองค์ประกอบ คือ การออกกำลังกาย การกินยา การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ การฝึกจิตใจให้เข้มแข็งพร้อมเผชิญกับทุกปัญหาอย่างมีสติ ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทางการแพทย์แผนไทยเรียกว่า ธรรมานามัย คือ การรักษาและดูแลป้องกันทั้งด้านกาย จิต สิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าได้ผลดีอย่างยิ่งในการดูแลรักษาโรคเครียด

โรคเครียด ความเครียด เป็นกันได้ง่าย แต่รักษาอยาก เมื่อเราปล่อยให้มันอยู่นานเกินไปก็มักจะนำญาติพี่น้องมาอาศัยในร่างกายเรา ทั้งโรคหัวใจ โรคซึมเศร้า โรคประสาท ตามมาเป็นพรว

วันนี้ผมเลยนำข้อมูลดีๆ ของกรมสุขภาพจิต เกี่ยวกับการคลายความเครียด อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่คุณสามารถนำไปใช้ในการคลายอาการเครียดของคุณได้ ไปอ่านกันเลยครับว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง

สูดหายใจ สลายเครียด

การคลายเครียดมีด้วยกันหลายวิธี วิธีหนึ่งที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยฮาร์ดวาร์ดแนะนำ คือ การสูดหายใจลึกๆ เมื่อใดที่เกิดความเครียดให้เพ่งไปที่การหายใจเข้าออก พร้อมทั้งหายใจเข้าออกลึกๆ ด้วย เน้นว่าไม่ใช่การถอนหายใจ การหายใจต้องอาศัยกล้ามเนื้อ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  1. กล้ามเนื้อรอบทรวงอก คือ กล้ามเนื้อระหว่างซี่โครงและกล้ามเนื้อกลุ่มที่ใช้ยกไหล่ยืดอก (เช่น เวลาทหารเข้าแถวตรง)
  2. กล้ามเนื้อกะบังลม ซึ่งอยู่ระหว่างทรวงอกกับช่องท้อง

ถ้าจะหายใจลึกๆ จะต้องยกไหล่ยืดอกให้เต็มที่ แล้วให้กล้ามเนื้อกระบังลมหดตัวแบบราบลง (และหดหน้าท้อง) ดูดลมเข้าปอด การหายใจแบบนี้จะได้ลมหายใจเข้าออกที่ลึก เพ่งสมาธิทำอย่างนี้สักพักจะทำให้ใจเรานิ่งลง ความวิตกใจสั่นก็จะทุเลาลง การหายใจลึกๆ ยังมีผลดีช่วยขยายปอดเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ทำให้สมองแจ่มใสอีกด้วย

พระพุทธเจ้าเคยสอนพระอานนท์ให้ทำสมาธิเพ่งลมหายแบบอานาปานสติกรรมฐาน (สมถกรรมฐาน) ในการต่อสู้กับความรู้สึกรักใคร่ เมื่อมีหญิงชาวบ้านมาเชิญเข้าไปฉันอาหารในบ้าน แล้วทำท่าเสน่หาเอาใจ ในทางพุทธศาสนาอาจจะใช้วิปัสสนากรรมฐาน เช่น การทำสมาธิเพ่งตามดูความรู้สึกของจิตใจ เช่น จิตกำลังเกิดความกลัวก็ให้เฝ้าเพ่งดูความกลัวนั้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดมันจะค่อยๆ จางลงๆ จนหายไป (จิตเต จิตตานุปัสสี วิหารติ : เธอย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆอยู่)

เป็นยังไงบ้างครับกับ การสูดหายใจคลายเครียด ลองทำตามกันดูนะครับ เพื่อเป็นทางเลือกและหนทางหนึ่งในการคลายความเครียดของคุณ เพื่อให้ชีวิตประจำวันมีความแจ่มใส ไม่จมอยู่กับความเครียดนะครับ คราวหน้าผมจะมานำเสนอวิธีคลายเครียดแบบอื่นใหม่ รอติดตามกันนะครับ “ขอบคุณครับ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก กรมสุขภาพจิต (https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1208)

บทความโดย
นายบดินทร์ ชาตะเวที นักวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

Read 999 times Last modified on Thursday, 06 June 2013 07:18

Leave a comment

*ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์