Mar282018

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)

All rights reserved by TTME-PSU

โรคพิษสุนัขบ้า หรือ Rabies เป็นโรคติดเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน (zoonosis) โดยโรคนี้เกิดจากคนถูกสุนัขที่ติดเชื้อไวรัสนี้กัด โดยมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ‘โรคกลัวน้ำ’ เพราะผู้ป่วยจะมีอาการกลัวน้ำ

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้มีชื่อว่า Lyssavirus หรือ Rabies virus ซึ่งจะอยู่ในน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเชื้อ Rabies virus นี้ จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทานอย่างรวดเร็วและเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด

องค์การอนามัยโลกรายงานว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า 35,000 - 50,000 รายต่อปี ส่วนใหญ่เกิดในประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา พบสูงสุดในประเทศอินเดีย ประมาณ 20,000 รายต่อปี ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา พบเพียงประมาณ 2 รายต่อปี ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับภัยร้ายของ Rabies virus และอันตรายที่เกิดขึ้นจากโรคนี้

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัยอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าของไทยขณะนี้ยังเป็นที่น่ากังวลอยู่ เนื่องจากที่ผ่านมาผลการตรวจหัวสุนัขที่สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ยังคงมีรายงานอย่างต่อเนื่อง กรมปศุสัตว์รายงานว่าปี 2560 สุนัขและแมวทั่วประเทศป่วยเป็นโรคดังกล่าวกว่า 800 ตัว และเริ่มปี 2561 เดือนเดียวพบสุนัขบ้าแล้วกว่า 135 ตัว ทำให้เรายังคงพบผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีพบสัตว์ป่วยโรคนี้ โดยผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อนี้เข้าไปจะทำให้มีอาการตามระยะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะอาการเริ่มแรก (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีการอักเสบที่สมองและเยื่อสมองในระยะ 2-3 วันแรก โดยอาจปวดเมื่อยตัว มีไข้ต่ำ ๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย คันหรือปวดแสบบริเวณที่ถูกกัด ทั้ง ๆ ที่แผลอาจหายเป็นปกติแล้ว
  2. ระยะอาการทางระบบประสาท (Acute neurologic phase) จะเริ่มหงุดหงิด กระสับกระส่าย อาละวาด ไม่อยู่สุข โดยจะมีอาการเช่นนี้ประมาณ 2-3 วัน จากนั้นจะเริ่มซึมเศร้า และมีอาการกลัว ทั้งไม่ชอบแสงสว่าง ลม เสียงดัง กลัวน้ำ ซึ่งอาจพบอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ มีน้ำลายไหล กลืนอาหารลำบากและเจ็บ เพราะเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืน แต่ยังพูดจารู้เรื่อง
  3. ระยะสุดท้าย (Coma) มีอาการเอะอะมากขึ้น สงบสลับกับชัก บางรายอาจเป็นอัมพาต หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด เพราะส่วนที่สำคัญของสมองถูกทำลายไปหมด โดยเฉลี่ยจะเสียชีวิตใน 2-6 วัน เนื่องจากอัมพาตของกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินหายใจ เพราะโรคลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

จากการสำรวจความรู้เรื่อง “โรคพิษสุนัขบ้าของคนไทย” พบว่า คนไทยยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องโรคดังกล่าว โดยร้อยละ 60 คิดว่าโรคพิษสุนัขบ้า “รักษาหาย” และร้อยละ 59 คิดว่า “ไม่เป็นไร” เมื่อถูกสุนัข หรือแมวข่วนเป็นแผลเล็กน้อย จึงไม่ทำความสะอาดแผลเบื้องต้น หรือไม่เข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบ จึงเป็นผลทำให้การเสียชีวิตส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากการที่ไปรับการรักษาเมื่ออาการของโรคเริ่มแสดงแล้ว ทำให้สายเกินที่จะยับยั้งเชื้อได้ทัน เนื่องจากผู้ป่วยชะล่าใจในการป้องกันและรักษาโรคเบื้องต้น

วิธีสังเกตสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะมีอาการ 2 แบบคือ

  1. แบบดุร้ายจะมีอาการหงุดหงิด ไล่กัดคนและสัตว์อื่นๆ บางครั้งสุนัขจะกัดจนฟันหัก ลิ้นเป็นแผล เมื่อแสดงอาการดุร้ายได้ 2-3 วัน ก็จะอ่อนเพลียลง ขาหลังไม่มีแรง เดินโซเซ และตายในที่สุด รวมระยะเวลาประมาณ 10 วัน
  2. แบบเซื่องซึม สัตว์จะมีอาการปากอ้า หุบไม่ได้ ลิ้นมีสีแดงคล้ำ มีสิ่งสกปรกติดอยู่ และลิ้นจะห้อยออกมานอกปาก มีอาการคล้ายกระดูกติดคอ สุนัขจะเอาขาหน้าตะกุยบริเวณแก้ม ปาก และคอจนบวม จะลุกนั่ง ยืน และเดินไปมาบ่อยๆ กินของแปลกๆ เช่น ใบไม้ ก้อนหิน หรือบางตัวจะกินปัสสาวะของตัวเอง แต่สุนัขไม่กัด ถ้าไม่ถูกรบกวน สุนัขแบบหลังนี้จะสังเกตอาการยากมากว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ดังนั้น หากสุนัขตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรตัดหัวไปพิสูจน์ก่อน

รู้อย่างนี้แล้วเราก็ควรที่จะตื่นตัวและรู้วิธีป้องกันชีวิตจากโรคนี้กันมากขึ้น เพื่อที่จะรับมือและป้องกันตัวเองจากภัยของโรคพิษสุนัขบ้า วันนี้ผมเลยนำวิธีป้องกันตนเองจากโรคนี้ของกรมควบคุมโรค มาเผยแพร่ เพื่อให้ทุกคนได้รู้และสามารถนำไปใช้ได้ ตามมาเลยครับ

5 วิธีง่ายๆ ห่างไกลจากพิษสุนัข บ้า!!!!!

  1. อย่า 5 ย. คือ อย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแย่ง อย่าหยิบ อย่ายุ่ง กับสุนัขคนอื่น หรือสุนัขที่มีอาการผิดปกติ
  2. เมื่อถูกสุนัข หรือแมว ข่วน หรือกัด ควรรีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ทันทีหลายๆ ครั้ง และใส่ยาเบตาดีนหลังล้างแผล เพื่อลดการติดเชื้อ
  3. รีบพบแพทย์โดยทันที เพื่อรับการวินิจฉัย รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งนี้ หากได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ควรไปตามนัดทุกครั้ง เพื่อการป้องกันสูงสุด
  4. เมื่อถูกกัด ควรกักสุนัข/แมวตัวที่กัดข่วน ไว้เพื่อสังเกตอาการ 10 วัน หากสัตว์ที่กักตายลงให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ เพื่อการส่งตรวจหาโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์
  5. เจ้าของสุนัข เเละเเมว ควร นำสัตว์เลี้ยงของท่านเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี เพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

บทความโดย
นายบดินทร์ ชาตะเวที นักวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

Read 999 times Last modified on Thursday, 06 June 2013 07:18

Leave a comment

*ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์