Mar172017

มีปัญหาเรื่องประจำเดือนจะทำอย่างไรดี? (ตอนที่ 3)

All rights reserved by TTME-PSU

มาเจอกันกับเรื่องของประจำเดือนอีกนะคะ แต่ในครั้งนี้จะเป็นกลุ่มอาการที่เกิดทางผิวหนัง บางท่านอาจจะประสบพบเจอกับตัวเอง เช่น ก่อนประจำเดือนจะมา จะมีผื่นคล้ายสิวขึ้นมาเต็มหน้า แต่พอประจำเดือนมา อาการดังกล่าวที่ว่านี้ก็จะทุเลาลง ก่อนมีประจำเดือนมีอาการคันและมีผื่นขึ้นเหมือนลมพิษก่อนมีประจำเดือน แต่พอประจำเดือนมาก็หายเป็นปกติ หรือปกติมีอาการคันหรือเป็นผื่นบ้างอยู่แล้ว แต่ช่วงก่อนมีประจำเดือนอาการยิ่งกำเริบหรือรุนแรงมากกว่าเดิม อาการเหล่านี้ยังหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้ แต่อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล การทำงานหนักเกินกำลังการนอนหลับพักผ่อนน้อยการดื่มน้ำน้อย ทำให้ธาตุไฟและธาตุลมกำเริบ การรับประทานอาหาร หรือยารสเย็น น้ำเย็น น้ำแข็ง การอยู่ในที่ที่เย็นเป็นเวลานาน ทำให้ธาตุไฟ และธาตุลมที่พัดพาไปทั่วร่างกายเกิดการติดขัดและคั่งค้างอยู่ตามส่วนต่างๆ เป็นต้น

ทางแพทย์แผนไทยได้ระบุกถึงกลุ่มอาการเหล่านี้ว่า “โลหิตระดูอันเกิดแก่ผิวเนื้อ”โดยให้คำนิยามไว้ว่า เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น ให้มีอาการนอนร้อนผิวเนื้อผิวหนัง และแดงดังผลตำลึงสุก บางทีให้ผุดขึ้นทั้งตัวดังยอดหัด และฟกเป็นดังไข้รากสาด เป็นอยู่ 2 วัน 3 วัน ครั้นพอมีระดูออกมาแล้ว อาการก็หายไปซึ่งมีตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในการรักษา ได้แก่

  1. ยาบัณฑิตย์พระพรหม (คัมภีร์มหาโชตรัตน์ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์) ประกอบด้วย เปลือกโลด เปลือกมะเฟือง โลดทะนง กระวาน กานพลู อบเชย ชะลูด สิ่งละ 1 ส่วน ไพล กระชาย ตรีกฏุก สิ่งละ 2 ส่วน เกสรสารภี เกสรบุนนาค เกสรบัวหลวง สิ่งละ 4 ส่วน คำฝอย 5 ส่วน ดอกพิกุล 6 ส่วน รับประทานโดยบดผงทำเป็นแท่ง ละลายน้ำเทียนดำต้ม น้ำโคกกระสุนต้ม ชะมด แทรกพิมเสน ตำรับยานี้ยกมาจากคัมภีร์มหาโชตรัตน์ซึ่งไม่ได้อธิบายไว้ว่าให้รับประทานปริมาณเท่าไหร่ จึงขออ้างอิงจากการรับประทานยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยใช้ผงยา 1 ช้อนชา ละลายน้ำเทียนดำต้ม น้ำโคกกระสุนต้ม 2-4 ช้อนโต๊ะ แทรกพิมเสน และชะมดเล็กน้อย วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร และจากการวิเคราะห์ตำหรับยาแล้วตัวยาหลักจะเป็นกลุ่มเกสรดอกไม้ มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ แก้ลมกองละเอียด บำรุงโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษ ช่วยฟอกโลหิต แก้ไข้ ส่วนไพล กระชาย ตรีกฏุก (เหง้าขิง พริกไทย ดอกดีปลี) จะช่วยในเรื่องของการขับลม ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวกมากขึ้น ส่วนโลดทะนงจะใช้โลดทะนงแดงเป็นส่วนใหญ่ ช่วยแก้พิษ ถอนพิษ เปลือกมะเฟืองช่วยดับพิษปวดแสบปวดร้อน เปลือกชะลูดช่วยแก้พิษในเลือดและน้ำเหลือง น้ำเทียนดำช่วยบำรุงโลหิต ขับระดู ขับลมในลำไส้ และน้ำโคกกระสุน (ทั้งต้น)ใช้เป็นยาขับลมในใต้ผิวหนัง แก้คันตามตัว แก้ผดผื่นคัน และลมพิษ
  2. ยาอุดมโอสถ (ใหญ่) (คัมภีร์มหาโชตรัตน์) ประกอบด้วย ดินประสิวขาว สารส้ม การบูร สิ่งละ 1 ส่วน เถามวกทั้งสอง ขมิ้นอ้อย สักขี เถาวัลย์เปรียงแดง เถาหญ้านาง สิ่งละ 2 ส่วน โกฐห้า เทียนห้า ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู กฤษณา จันทน์ทั้งสอง กระลำพัก อบเชย ชะลูด ตรีกฏุก สิ่งละ 3 ส่วน ดอกจำปา ดอกกระดังงา ดอกบุนนาค ดอกพิกุล สิ่งละ 4 ส่วน เลือดแรด 6 ส่วน ฝางเสน 10 ส่วน คำฝอย 24 ส่วน ตรีผลาตามพิกัด รับประทานโดยบดผงทำเป็นแท่ง ละลายน้ำดอกไม้ แทรกชะมด พิมเสน โดยใช้ผงยา 1 ช้อนชาละลายน้ำดอกไม้ 2-4 ช้อนโต๊ะ แทรกพิมเสน และชะมดเล็กน้อย วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร ส่วนสรรพคุณต่างๆของตัวยาต่างๆได้แก่ คำฝอย ฝางเสน และเลือดแรด มีสรรพคุณบำรุงโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษ ช่วยฟอกโลหิต ส่วนกลุ่มเกสรดอกไม้ มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ แก้ลมกองละเอียด แก้ไข้ โกฐห้า มีสรรพคุณแก้ไข้เพื่อเสมหะ ชูกำลัง บำรุงโลหิด แก้ลมในกองธาตุ เทียนห้ามีสรรพคุณ แก้ลม เสมหะ และดีระคนกัน แก้พิษโลหิต แก้ทางปัสสาวะ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง จันทน์ทั้งสองมีสรรพคุณแก้ร้อน ดับพิษไข้ทุกชนิด เถามวกทั้งสอง แก้ประดง แก้โลหิตน้ำเหลืองเสีย ดินประสิวช่วยขับลมที่คั่งค้างตามเส้น ทำให้เส้นเอ็นหย่อน ถอนพิษ แก้คันตามผิวหนัง ส่วนตัวยาอื่นๆช่วยดับพิษโลหิต ขับลม เป็นต้น
  3. ยาเขียวหอม ประกอบด้วย ใบพิมเสน ใบผักกระโฉม ใบหมากผู้ ใบหมากเมีย ใบสันพร้าหอม รากแฝกหอม เปราะหอม แก่นจันทน์ขาวหรือจันทน์ชะมดแก่นจันทน์แดง ว่านกีบแรด ว่านร่อนทอง เนระพูสี พิษนาศน์ มหาสดำ ดอกพิกุล เกสรบุนนาค เกสรสารภี เกสรบัวหลวง สิ่งละ 1 ส่วน ช่วยแก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส ผดผื่นร้อน ใช้โดยการ ใช้ผงยา 1 ส่วน ละลายน้ำรากผักชีต้ม 3 ส่วน แล้วชโลมบริเวณที่มีอาการ

นอกจากการใช้ยาดังกล่าวแล้ว ผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการเหล่านี้ควรปรับพฤติกรรมร่วมไปด้วย ได้แก่

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 ชม. ควรเข้านอนก่อนเวลาเที่ยงคืนร่างกายจะมีโอกาสซ่อมแซมพลังงานรวม ปรับสมดุลธาตุในร่างกาย
  2. บริโภคอาหารให้ครบห้าหมู่
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  4. ดูแลการขับถ่ายให้เป็นปกติ

หากท่านใดมีกลุ่มอาการดังกล่าวก่อนมีประจำเดือนหรือขณะมีประจำเดือน สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้นดังกล่าวได้ หรือหากต้องการใช้ยาสมุนไพร ควรเข้ารับการตรวจรักษาโดยแพทย์แผนไทยใกล้บ้านท่านนะคะ

บทความโดย นางสาวสลิลทิพย์ ฟุ้งธรรมสาร นักวิทยาศาสตร์สุขภาพ โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสงขลานครินทร์

Read 999 times Last modified on Thursday, 06 June 2013 07:18

Leave a comment

*ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์