Aug072014

อารมณ์กับการเกิดโรค

All rights reserved by TTME-PSU

วิถีชีวิตของคนเราในปัจจุบันนั้นต่างไปจากเดิมมาก มีการดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบ การแข่งขันกันในสังคมทั้งการเรียน อาชีพการงาน สภาวะการว่างงานที่สูงขึ้น อัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวให้เพียงพอต่อความต้องการ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเครียดทุกวัน บางคนเครียดถึงขนาดกินไม่ได้นอนไม่หลับ บางคนถึงกับคิดสั้นเพื่อหนีปัญหาเหล่านี้ ปัจจุบันเรามีเวลาออกกำลังกายน้อยลง รับประทานเนื้อสัตว์มากขึ้น รับประทานผัก ผลไม้น้อยลง รวมทั้งอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน และสารเคมีที่อยู่ในอาหารทั้งยาฆ่าแมลง สารกันบูด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีการสะสม และมีผลต่อการทำงานของตับ และไต รวมทั้งอวัยวะภายในทั้งสิ้น ปัจจุบันโลกเรามีความก้าวหน้าทางการแพทย์มากขึ้น แต่แปลกที่คนกลับเป็นโรคมากขึ้น รวมถึงการเป็นโรคที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วย

ร่างกายของคนเรามีความสัมพันธ์กับจิตใจอย่างแยกกันไม่ออก เวลาเราโกรธ เครียด กังวล สิ่งเหล่านี้ก็จะแสงออกทางสีหน้า การกระทำทั้งสิ้น รวมถึงสภาวะที่เรามีความสุข ก็จะแสดงออกทางร่างกายได้เช่นกัน

มีการศึกษาและทำการวิจัยมากมายเกี่ยวกับเรื่องลักษณะนี้ ยกตัวอย่างเช่น มีการรวบรวมงานวิจัยไว้จำนวนหนึ่งพบว่า ความเครียดทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลงเป็นเหตุให้มะเร็งแพร่กระจายได้เร็วขึ้น ติดเชื้อไวรัสได้เร็วขึ้น รวมถึงการเครียดเป็นเวลานานๆ ทำให้มีโอกาสเกิดโรคสมองเสื่อมมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้ที่มีความโกรธบ่อยจะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจได้สูงกว่าผู้ที่ใจเย็น เนื่องจากผู้ที่มีความโกรธบ่อยๆ หลอดเลือดจะตีบแคบมากขึ้น งานวิจัยเรื่องหนึ่งพบว่า คนที่เป็นเริมบ่อยๆ ทั้งที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศมักจะเป็นเริมในเวลาที่มีความเครียด โดยวัดระดับแอนติบอดีในเลือด ซึ่งแสดงถึงภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสเริม(Herpes Virus) และพบว่านักศึกษาแพทย์ที่กำลังจะสอบปลายปี หญิงที่หย่าร้างใหม่ๆ หรือผู้ป่วยอัลไซเมอร์มักมีเริมขึ้นบ่อยๆ เพราะเป็นช่วงที่มีความเครียดสูง

มาพูดถึงอารมณ์ด้านบวกกันบ้างเช่น อารมณ์ร่าเริง มีความสุข นักวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาด พบว่า เมื่อให้อาสาสมัครดูภาพยนต์ตลกสนุกสนานแล้วลองเจาะเลือดดู พบว่า ฮอร์โมนคอร์ติซอลลดลง เซลล์ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น หรือในการศึกษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม จำนวน 36 คน พบว่า 7ปีผ่านไป เสียชีวิตไป 24 ราย ส่วนผู้ป่วยที่เหลือได้รับการตรวจสุขภาพจิต พบว่า เป็นคนที่มีความสุขในการใช้ชีวิต

มีการศึกษาในแง่ของคนที่มองโลกในแง่ดี กับคนที่มองโลกในแง่ร้าย เป็นการศึกษาที่มหาลัยฮาร์วาด โดยแบ่งนักศึกษาเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มคนมองโลกในแง่ดีและกลุ่มคนมองโลกในแง่ร้าย แบ่งโดยการให้เขียนเรียงความอธิบายเหตุการณ์ในชีวิต หลังจากนั้นอีก 30 ปี นักศึกษาเหล่านั้นได้ถูกนำประวัติความเจ็บป่วยมาดูตอนอายุ 50 ปี พวกที่มองโลกในแง่ร้ายจะเป็นโรคร้ายแรง หรือมีปัญหาทางสุขภาพมากกว่า ที่มหาลัยมิชิแกน มีการศึกษาทำนองเดียวกัน โดยมีการศึกษาในผู้ป่วยทำการผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจ(Bypass Surgery) พบว่าคนที่มองโลกในแง่ดีมักไม่ค่อยมีอาการแทรกซ้อนหลังผ่าตัด และฟื้นตัวได้ดีกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ทั้งอารมณ์ด้านบวก และอารมณ์ในเชิงลบ จะส่งผลต่อการเกิดโรคและการหายของโรค ทั้งทางตรงและทางอ้อม งานวิจัยทางการแพทย์ก็แสดงให้เห็นอย่างมากมาย

บทความโดย นายคมจักร แก้วน้อย แพทย์แผนไทยประยุกต์
โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

Read 999 times Last modified on Thursday, 06 June 2013 07:18

Leave a comment

*ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์